Author: admin

โรคติดต่อ  วัณโรค (Tuberculosis)

วัณโรคเป็นโรคที่ติดต่อที่สำคัญ   สาเหตุของวัณโรคปอด เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียมทูเบอร์คูโลซิส  วัณโรคเป็นโรคที่มักจะเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี(HIV) เนื่องจากภูมิคุ้มกันบกพร่อง ทำให้เชื้อวัณโรคสามารถติดต่อและแสดงอาการได้ง่าย

วัณโรคเป็นโรคที่ติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ โดยการไอ จาม หรือการอยู่ร่วมกับผู้ป่วย สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้  โดยการสูดหายใจเอาเชื้อวัณโรคที่ปนออกมากับละอองน้ำลายหรือเสมหะเมื่อผู้ป่อยไอหรือจาม  การติดเชื้อวัณโรค (TB infection) คือ การรับเชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกายหลังมีการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรคที่อยู่ในระยะแพร่เชื้อ  ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 30 ของผู้สัมผัสใกล้ชิด

อาการของวัณโรค แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ

  • ระยะแฝง  เมื่อติดเชื้อวัณโรค จะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เลย ที่แสดงให้เห็น และยังไม่สามารถแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่น เนื่องจากเชื้อที่ได้รับยังไม่ได้รับการกระตุ้น แต่เชื้่อแบคทีเรียนี้ยังคงอยู่ในร่างกาย และจะแสดงอาการก็ต่อเมื่อได้รับการกระตุ้น
  • ระยะแสดงอาการ  เป็นระยะที่เ่ชื้อได้รับการกระตุ้นจนเกิดอาการ เช่น ไอเรื้อรัง เจ็บหน้าอก ไอเป็นเลือด อร่อนเพลีย มีไข้ เหงือออก น้ำหนักลด ทานอาหารไม่ได้

ผู้ป่วยบางรายอาจจะเกิดการป่วยเป็นวัณโรคหลังมีการติดเชื้อภายใน 4-6 สัปดาห์ได้  ซึ่งจะเกิดได้กับผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ หรือเกิดในเด็กเล็ก  หลีงจากที่ได้รับการรักษาแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ เชื่อวัณโรคและอาการไอของผู้ป่วยก็จะลดลง ทำให้การแพร่กระจายเชื้อวัณโรคของผู้ป่วยลดลงด้วย  โดยทั่วไปแล้วแสงแดดจะทำลายเชื้อวัณโรคที่เจือในอยู่ในสิ่งแวดล้อม  ส่วนใหญ่แล้ววัณโรคจะแสดงอาการที่ปอด  คือวัณโรคปอด  และสามารถแพร่กระจายไปส่วนอื่นของร่างกาย

อาการของวัณโรคปอด  จะมีอาการไปเรื้อรัง ไอเป็นเลือด เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอบ อ่อนเพลีย มีไข้ต่ำๆ ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นตอนบ่าย  เหงือจะออกตอนกลางคืนหลังไข้ลดลง ยังมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ เป็นต้น

กลุ่มเสื่ยงของผู้ที่สงสัยว่าจะเป็นวัณโรคปอด  (ซึ่งอาการอาจจะแสดงออกมาหรือยังไม่แสดงอาการเลยก็ได้)

  • ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเบาหวาน
  • ถุุงลมโป่งพอง
  • ผู้ที่ได้รับยากดภูมิ ซิลิโคสิส
  • ไตวายเรื้อรัง
  • ขาดสารอาหาร
  • ผู้ที่ติดยาเสพติดและติดสุรา
  • ผู้ที่เคยผ่าตัดกระเพาะและลำไส้
  • ผู้ป่วยไอเรื้อรัง ไอไม่ทราบสาเหตุ ไอปนเลือด น้ำหนักลด
  • มีไข้อย่างที่ไม่ทราบสาเหตุ หรือมีเหงือออกกลางคืน
  • ผู้ที่มีอาการที่น่าสงสัย เช่น ไอเป็นเวลานาน 2 สัปดาห์ขึ้นไป

ผลข้างเคียงจากยารักษาวัณโรค (ซึ่งอาจจะมีผลข้างเคียงมากหรือน้อยก็ได้)  ได้แก่  คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ปวดข้อ ชาปลายมือ ปลายเท้า ง่วง ดีซ่าน ตับอักเสบ เวียนศรีษะ ผื่นผิวหนังแบบรุนแรง  เกล็ดเลือดต่ำ ไตวายเฉียบพลัน เป็นต้น

ภาวะโรคแทรกซ้อนของวัณโรค เช่น ฝีในปอด ปวดหลัง ข้อกระดูกอักเสบ น้ำในปอด เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น

การป้องการวัณโรค  ด้วยภูมิคุ้มกันที่สมดุลทำให้ร่างกายแข็งแรง (สุขภาพแข็งแรง)  หลีกเลี่ยงในการอยู่ใกล้ชิดผู้ที่ป่วยเป็นวัณโรค ฉีดวัคซีนป้องกันวัณโรค

โรคติดต่อ  วัณโรค (Tuberculosis) วัณโรคเป็นโรคที่ต […]

“เย็นนี้ หมูกระทะกัน” เพื่อนๆ จะสังสรรค์กันทีไร ต้องหมูกระทะเท่านั้น เพราะนอกจากจะกินได้ไม่อั้น อิ่มยันพรุ่งนี้เช้าแล้ว ยังราคาย่อมเยา คิดราคาแล้วต้องรอง โอ้โห คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม เลยทำให้หลายคนน้ำหนักขึ้นจากเมนูนี้ได้ไม่ยาก

แต่อันตรายไม่ได้มาแค่น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น แต่หากไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจจนทานมากเกินไป จะส่งผลเสียให้กับร่างกายมากกว่าโรคที่ใครหลายคนทราบดีอย่าง มะเร็ง อีกด้วย

อันตรายจากหมูกระทะที่ไมได้มาตรฐาน

1. เนื้อหมู

ใครที่ชอบทานหมู จะเห็นได้ว่าหมูในร้านหมูกระทะหมักมาเรียบร้อยแล้ว แต่หมูเหล่านี้หากรับซื้อมาจากผู้ผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน แล้วยังปิ้งย่างไม่สุก 100% ทานเข้าไปอาจมีความเสี่ยงรับเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ โดยจะมีอาการคือ มีไข้สูง ปวดศีรษะ อาเจียน หูหนวก ชัก หรืออาจเป็นอัมพาต บางรายอาจปอดอักเสบ สายตาพร่ามัว และหูหนวกได้ นอกจากนี้ยังมีเชื้อโรคอื่นๆ อีกเพียบ หากทานโดยใช้ความร้อนที่ไม่มากเพียงพอที่จะฆ่าเชื้อโรคเหล่านั้นได้

2. ผ้าขี้ริ้ว

หลายคนชอบส่วนของ ผ้าขี้ริ้ว มาก ยิ่งสีขาวๆ ยิ่งน่ากิน แต่อันที่จริงแล้วผ้าขี้ริ้วมีสีค่อนข้างดำเข้ม (จึงมีชื่อว่าผ้าขี้ริ้ว) แต่กว่าจะเป็นสีขาวหน้าตาน่ารับประทาน ก็ต้องผ่านการฟอกมาก่อน ซึ่งเจ้าสารฟอกขาวนี่แหละค่ะที่อาจตกค้างจนทำให้ผู้ที่ทานเข้าไปมีอาการหายใจติดขัด ความดันโลหิตต่ำ ปวดท้อง อาเจียน ท้องร่วง ยิ่งคนที่มีอาการแพ้ต่อสารฟอกขาวด้วย หรือผู้ป่วยที่มีโรคหอบหืดเป็นโรคประจำตัวด้วยแล้ว จะยิ่งมีอาการที่แย่ลง อาจจะช็อค หมดสติ หรือถึงขั้นเสียชีวิต (หากทานเข้าไปมากๆ) ได้เลยทีเดียว

3. อาหารทะเล

อย่างที่หลายคนเคยทราบกันว่าหากเป็นแหล่งจำหน่ายอาหารทะเลที่ไม่ได้คุณภาพ อาจมีการรักษาความสดของอาหารทะเลด้วยการใช้ฟอร์มาลีน หากเราทานอาหารทะเลที่มีฟอร์มาลีนเป็นสารตกค้างมากๆ อาจส่งผลต่อการทำงานของไต หัวใจ หรืออาจเป็นสาเหตุของอาการสมองเสื่อมได้เลยทีเดียว นอกจากนี้หากเรามีอาการแพ้สารดังกล่าว อาจทำให้เรามีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง อาเจียน หมดสติ จนถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน

4. อาหารแปรรูป

หลายคนชอบทานไส้กรอก ลูกชิ้นต่างๆ ซึ่งอาจมีสารบอแรกซ์เป็นส่วนผสม เพื่อทำให้อาหารเหล่านั้นกรอบอร่อย หากเรารับสารเหล่านี้เข้าไปมากๆ อาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ส่งผลกระทบต่อการทำงานของไต จนอาจทำให้ไตวาย หรือกระทบกับการทำงานของสมองได้

grilled-pork-2iStockหมูกระทะ กับอันตรายที่มากกว่า “มะเร็ง

กรมอนามัยระบุว่า การรับประทานอาหารปิ้งย่างหรือรมควันเป็นประจำจะเสี่ยงต่อการได้รับสารอันตราย 3 ชนิด

1. สารไนโตรซามีน (Nitrosamines)

สารไนโตรซามีน สามารถพบในปลาหมึกย่าง ปลาทะเลย่าง และในเนื้อสัตว์ที่ใส่สารไนเตรท ประเภทแหนม ไส้กรอก เบคอน แฮม ที่มีสีแดงผิดปกติ ทำให้เสี่ยงเป็นสารก่อมะเร็ง ทั้งมะเร็งตับ มะเร็งหลอดอาหาร

2. สารไพโรไลเซต (Pyrolysates)

สารนี้พบมากในส่วนที่ไหม้เกรียมของอาหาร ปิ้ง ย่าง สารกลุ่มนี้บางชนิดมีฤทธิ์ร้ายแรงทางพันธุกรรมมากกว่าสารอะฟลาทอกซินตั้งแต่ 6-100 เท่า

3. สารพีเอเอช หรือสารกลุ่มโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbon)

สารนี้เป็นชนิดเดียวกับที่เกิดในควันไฟ ไอเสียของเครื่องยนต์ ควันบุหรี่ และเตาเผาเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม โดยสารนี้จะพบในบริเวณที่ไหม้เกรียมของอาหารที่ปรุงด้วยการปิ้ง ย่าง หรือรมควัน ของเนื้อสัตว์ที่มีไขมันหรือมันเปลวติดอยู่ด้วย เช่น หมูย่างติดมัน ไก่ย่างติดมัน หากรับประทานเข้าไปเป็นประจำจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับ ซึ่งจากสถิติขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าในปี 2553 มีผู้ป่วยมะเร็งตับในประเทศไทย23,410 ราย และเสียชีวิต 20,334 ราย คิดเป็นอัตราการเสียชีวิต 55 คนต่อวัน หรือ 2 คนต่อชั่วโมง

ทานหมูกระทะอย่างไรให้ปลอดภัยต่อสุขภาพ

  1. รับประทานหมูกระทะแบบปิ้ง ย่าง ตามปกติการหั่นเนื้อมักไม่เท่ากัน บางชิ้นเนื้อหนา บางชิ้นเนื้อบาง การดูเพียงขอบนอกของเนื้อไหม้เกรียมอาจจะไม่ได้หมายความว่าเนื้อดังกล่าวสุก ควรใช้ช้อนหั่นเนื้อตรงกลางออก เพื่อตรวจสอบเนื้อสุกแล้วหรือไม่
  2. ควรมีการแยกตะเกียบหยิบชิ้นเนื้อปิ้งย่าง ออกจากตะเกียบรับประทาน เพื่อป้องกันการปนเปื้อน
  3. ควรรับประทานอย่างช้าๆ เพื่อสังเกตว่าอาหารสุกหรือไม่ แต่ส่วนใหญ่หมูกระทะมักรับประทานในรูปแบบของบุฟเฟ่ต์ ทำให้คนรีบร้อนในการรับประทาน
  4. ในกรณีที่ทำทานเองที่บ้าน ควรมีการทำความสะอาดตะแกรงปิ้งย่างด้วยการแช่น้ำ หรือแช่น้ำยาชะล้าง ล้างและขัดให้สะอาด และนำมาผึ่งแดดอย่างน้อย 4 – 8 ชั่วโมง ก่อนนำกลับมาใช้ใหม่

ถึงกระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าหมูกระทะทุกร้านจะอันตราย ห้ามทานกันไปหมดนะคะ เพียงแต่ก่อนทานควรเลือกร้านที่คุณภาพของอาหารดี สะอาด ถูกหลักอนามัย ราคาไม่ถูกมากจนน่ากลัว และที่สำคัญคือควรทานในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่เห็นแก่เงินจนทานเอาให้คุ้ม ไม่ทานบ่อยจนเกินไป เลือกทานทั้งเนื้อและผัก ทานให้หลากหลาย และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยค่ะ

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์,กรมควบคุมโรค,กรมอนามัย,PPTV

ภาพ :iStock

“เย็นนี้ หมูกระทะกัน” เพื่อนๆ จะสังสรรค์กันทีไร ต้ […]

     

ย่างเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว นับว่าเป็นข่าวดีของคนทำไร่ทำสวนเพราะจะมีผลไม้ผลิดอกออกผลมาจำหน่ายแก่ผู้บริโภคมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เงาะน้อยหน่า หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งมังคุดซึ่งถือว่าเป็นผลไม้ที่อร่อยมากและยังได้ชื่อว่าเป็นราชินีของผลไม้ในประเทศไทยอีกด้วย วันนี้ทางกระปุกดอทคอมจึงได้นำความรู้และประโยชน์ของมังคุดมาฝากกันค่ะ

มังคุดกับความเป็นมา

มังคุดเป็นผลไม้ที่อยู่คู่คนไทยมานานแต่จะมีสักกี่คนที่รู้จักมังคุดได้เป็นอย่างดี ซึ่งมังคุดมีชื่อเรียกต่าง ๆและมีความเป็นมา ดังนี้

มังคุดชื่อภาษาอังกฤษคือ mangosteen มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Garcinia mangostana Linn. มีชื่อเรียกในภาษามลายูว่ามังกุสตาน manggustanภาษาอินโดนีเซียเรียกมังกีส ภาษาพม่าเรียกมิงกุทธี ภาษาสิงหลเรียกมังกุสเป็นพันธุ์ไม้ไม่ผลัดใบเขตร้อนชนิดหนึ่งเชื่อกันว่ามีถิ่นกำเนิดอยู่ที่หมู่เกาะซุนดาและหมู่เกาะโมลุกกะแพร่กระจายพันธุ์ไปสู่หมู่เกาะอินดีสตะวันตกเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 24 แล้วจึงไปสู่กัวเตมาลา ฮอนดูรัส ปานามา เอกวาดอร์ ไปจนถึงฮาวาย

ในประเทศไทยมีการปลูกมังคุดมานานแล้วเช่นกันเพราะมีกล่าวถึงในพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ในสมัยรัชกาลที่ 1 นอกจากนั้น ในบริเวณโรงพยาบาลศิริราชยังเคยเป็นที่ตั้งของวังที่มีชื่อว่า”วังสวนมังคุด”ในจดหมายเหตุของราชทูตจากศรีลังกาที่เข้ามาของพระสงฆ์ไทย ได้กล่าวว่ามังคุดเป็นหนึ่งในผลไม้ที่นำออกมารับรองคณะทูต

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของมังคุดมังคุด มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ดังนี้


          มังคุดเป็นไม้ยืนต้น สูง 10-12 เมตร ทุกส่วนมียางสีเหลือง ใบเดี่ยวเนื้อใบหนาและค่อนข้างเหนียวคล้ายหนัง หลังใบสีเขียวเข้มเป็นมันท้องใบสีอ่อนกว่า ดอกเดี่ยวหรือเป็นคู่ ออกที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่งสมบูรณ์เพศหรือแยกเพศ กลีบเลี้ยงสีเขียวอมเหลืองติดอยู่จนเป็นผลกลีบดอกสีแดง ฉ่ำน้ำ ผลเป็นผลสด ค่อนข้างกลม เปลือกนอกค่อนข้างแข็งเมื่อแก่เต็มที่มีสีม่วงแดง ยางสีเหลืองมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-6 เซนติเมตร เนื้อในมีสีขาวฉ่ำน้ำ อาจมีเมล็ดอยู่ในเนื้อผลได้ขึ้นอยู่กับขนาดและอายุของผลจำนวนกลีบของเนื้อจะเท่ากับจำนวนกลีบดอกที่อยู่ด้านล่างของเปลือกเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-5 เซนติเมตร 

          ส่วนของเนื้อผลที่กินได้ของมังคุดเป็นชั้นเอนโดคาร์ป (endocarp) ซึ่งพัฒนามาจากเปลือกหุ้มเมล็ดเรียกว่า aril มีสีขาว มีกลิ่นหอมส่วนล่างสุดของผลที่เป็นแถบสีเข้มที่ติดอยู่เรียงเป็นวงพัฒนามาจากปลายยอดเกสรตัวเมีย (stigma) มีจำนวนเท่ากับจำนวนเมล็ดภายในผลเมล็ดมังคุดเพาะยากและต้องได้รับความชื้นจนกว่าจะงอกเมล็ดมังคุดเกิดจากชั้นนิวเซลลาร์ ไม่ได้มาจากการปฏิสนธิเมล็ดจะงอกได้ทันทีเมื่อออกจากผลแต่จะตายทันทีที่แห้ง

         มังคุดมีพันธุ์พื้นเมืองเพียงพันธุ์เดียว แต่ถ้าปลูกต่างบริเวณกันอาจมีความผันแปรไปได้บ้างในประเทศไทยจะพบความแตกต่างได้ระหว่างมังคุดในแถบภาคกลางหรือมังคุดเมืองนนท์ที่ผลเล็ก ขั้วยาว เปลือกบาง กับมังคุดปักษ์ใต้ที่ผลใหญ่กว่า ขั้วผลสั้นเปลือกหนา

ประโยชน์ของมังคุด สรรพคุณเพียบ

มังคุดเป็นผลไม้จากเอเชียที่ได้รับความนิยมมาก ได้รับขนานนามว่าเป็น “ราชินีของผลไม้”อาจเป็นเพราะด้วยลักษณะภายนอกของผลที่มีกลีบเลี้ยงติดอยู่ที่หัวขั้วของผลคล้ายมงกุฎของพระราชินีส่วนเนื้อในก็มีสีขาวสะอาด มีรสชาติที่หวานอร่อย
 
          – เนื้อมังคุด

          มีการนำมังคุดมาประกอบอาหารบ้างทั้งอาหารคาว เช่น แกง ยำ และอาหารหวาน เช่น มังคุดลอยแก้ว แยมมังคุด มังคุดกวน มังคุดแช่อิ่มในจังหวัดนครศรีธรรมราชมีการทำมังคุดคัดด้วยการแกะเนื้อมังคุดห่ามออกมาเสียบไม้รับประทานในขณะที่ส่วนใหญ่จะนิยมรับประทางมังคุดสุกเป็นผลไม้ซึ่งมีประโยชน์ในการช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกายมีส่วนช่วยในการชะลอวัยและการเกิดริ้วรอยช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสอีก
 
          นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันอาการไข้ (ไข้ระดับต่ำ)ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยเพิ่มพลังงานแก่ร่างกายเพิ่มความกระปรี้กระเปร่ายับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวออกฤทธิ์ต้านสิวอักเสบได้ดี และมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคซึมเศร้าลดความเครียด

          การรับประทานมังคุดเป็นประจำจะช่วยส่งเสริมให้มีสุขภาพจิตดี อารมณ์ดีอยู่เสมอช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย และลดไขมันที่ไม่ดีในเส้นเลือดมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดเนื้องอกในร่างกาย มีสวนช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน ด้วยคุณสมบัติในการลดและควบคุมระดับน้ำตาลอีกด้วย

         เนื้อมังคุด มีเส้นกากใยสูงช่วยเรื่องการขับถ่ายและมีวิตามินเกลือแร่สูงมาก เช่น กรดอินทรีย์ น้ำตาลแคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก


          – เปลือกมังคุด

         ส่วนเปลือกของมังคุดมีสารให้รสฝาด คือแทนนิน แซนโทน (โดยเฉพาะแมงโกสติน)ซึ่งแทนนินมีฤทธิ์ฝาดสมาน ทำให้แผลหายเร็วส่วนแมงโกสตินช่วยลดอาการอักเสบและมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนองได้ดี ในทางยาสมุนไพร ใช้เปลือกมังคุดตากแห้งต้มกับน้ำหรือย่างไฟฝนกับน้ำปูนใส แก้ท้องเสีย เปลือกแห้งฝนกับน้ำปูนใสใช้รักษาอาการน้ำกัดเท้า แผลเปื่อย นอกจากนี้เปลือกมังคุดมีสารป้องกันเชื้อราเหมาะแก่การหมักปุ๋ยชาวโอรังอัสลีในรัฐเประ ประเทศมาเลเซีย ใช้เปลือกผลแห้งรักษาแผลเปิด

          – น้ำมังคุด

          น้ำมังคุดช่วยปรับระดับภูมิคุ้มกันให้สมดุล ด้วยการหลั่งสาร Interleukin Iและ Tumor Necrosis Factor ช่วยยับยั้งการหลั่งสารฮีสตามีนลดอาการแพ้ภูมิตนเอง (ในโรค SLE) และลดการอักเสบ ในผู้ป่วยเบาหวานตับเสื่อม ไตวาย ข้อเข่าเสื่อม ความดันโลหิตสูง โรคพาร์กินสันไทรอยด์เป็นพิษ ความผิดปกติของสมองอันเนื่องจากการอักเสบ  

มังคุดกินแล้วอ้วนไหม

หลายคนสงสัยเหลือเกินว่ามังคุดกินแล้วจะอ้วนไหม เรามาดูกันดีกว่าว่าเป็นอย่างไร

         แม้มังคุดจะมีรสชาติหวานแต่มีพลังงานต่ำ แคลอรี่น้อย จึงไม่ต้องกลัวอ้วนแถมทางการแพทย์นั้นยังยืนยันว่ามังคุดเป็นอาหารเสริมที่ดีซึ่งช่วยลดความอ้วนได้ด้วยมังคุดเป็นผลไม้ที่มีเส้นใยสูงจึงเป็นประโยชน์ต่อการขับถ่ายทำให้ท้องไม่อืด และป้องกันมะเร็งลำไส้ได้จึงนับว่าเป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก

มังคุดมีกี่กิโลแคลอรีในมังคุด 100 กรัม จะมีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้   

  • แคลอรี 60-63
  • น้ำ 80.20-84.90 กรัม
  • โปรตีน 0.50-0.60 กรัม
  • ไขมัน 0.10-0.60 กรัม
  • แคลเซียม 0.01-8.00 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 0.20-0.80 มิลลิกรัม
  • กรดแอสคอร์ปิก 1.0-2.00 มิลลิกรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 14.30-15.60 กรัม
  • ใยอาหาร 5.00-5.10 กรัม
  • เถ้า 0.20-0.23 กรัม
  • ซูโครส กลูโคส ฟรุกโตส 16.42-16.62 กรัม
  • ฟอสฟอรัส 0.02-12.00 มิลลิกรัม
  • ไทอามีน 0.03 มิลลิกรัม

มังคุดป้องกันเชื้อ HIV หรือเปล่า

มังคุดมีประโยชน์นานัปการ ในส่วนของเชื้อเอชไอวี (HIV) นั้นมังคุดอาจจะไม่ได้ป้องกันเชื้อ HIV แต่ก็ช่วยยับยั้งเชื้อ HIV บางตัว โดยศ.พิชญ์ ศุภผล อาจารย์วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวไว้ดังนี้

       เปลือกมังคุดมีคุณสมบัติมากหลายหากนำเปลือกด้านในของมังคุดมาผ่านกรรมวิธีพิเศษทางเคมีจะสามารถสกัดได้สารแซนโทน (Xanthones) ในปริมาณสูงซึ่งสารดังกล่าวมีสรรพคุณทางการแพทย์ที่สำคัญ คือ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ สมานแผล รักษาเซลล์มะเร็งฆ่าเชื้อก่อโรคทางเดินระบบหายใจร้ายแรงได้ และมีคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อไวรัส HIV บางตัว

        เช่นเดียวกับ นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 323 เขียนโดย ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร กล่าวว่าสารสกัดเมทานอลและสารจากเปลือกผลมังคุด ช่วยยับยั้งเอนไซม์โพรทีเอส (HIV-1 pro-tease)ซึ่งเป็นเชื้อที่จำเป็นต่อวงจรชีวิตของเชื้อ HIV และสารสกัดน้ำและสารสกัดเมทานอลจากเปลือกผลมังคุดยังสามารถยับยั้งเอนไซม์รีเวอร์สทรานสคริปเทส (reverse transcriptase) ในเชื้อ HIV อีกด้วย

มังคุดกับการรักษาโรคมะเร็ง

นอกจากจะยับยั้งเชื้อ HIV บางตัวแล้วมังคุดยังสามารถป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็งเกือบทุกชนิดได้โดยศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) และ ม.เชียงใหม่ ได้ค้นพบสูตรสารต้านมะเร็งจากมังคุดทั้งลูก

          โดยสารสกัดจากมังคุดช่วยสร้างเม็ดเลือดขาวชนิดทีเอช 1 (Th1) และ ทีเอช 17 (Th17) ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยกำจัดและป้องกันการก่อเกิดเซลล์มะเร็งเกือบทุกชนิดได้และน้ำมังคุดยังสร้างเม็ดเลือดขาวชนิดเทร็ก (Treg) ที่ช่วยจัดระเบียบให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันสมดุลขณะที่ผลทดลองกับผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะสุดท้ายพบว่าคนไข้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

มังคุดต้มสุก หรือ มังคุดนึ่ง ดีจริงหรือ?

ปัจจุบันคนไทยมักนิยมวิธีการดูแลสุขภาพที่หลากหลายการนำเอามังคุดมาต้มหรือนึ่งเพื่อได้ประโยชน์จากเปลือกมังคุดก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่นิยมกันทำให้มีการแชร์วิธีนี้ในโลกสังคมออนไลน์และมีผู้พูดถึงกันอย่างมากเพราะเชื่อกันว่ากินมังคุดด้วยวิธีนี้แล้วจะช่วยป้องกันได้สารพัดโรคผิวพรรณจะสวย ผ่องใส ซึ่งวิธีดังกล่าวได้มีการอธิบายไว้ ดังนี้

          เนื้อเปลือกของมังคุดมีสารแซนโทนมากกว่า 40 ชนิดหนึ่งในสารดังกล่าวมีสารแอลฟา-แมงโกสตินซึ่งเป็นผลึกสีเหลืองอยู่ภายในเนื้อเปลือกเป็นสารแซนโทนตัวหนึ่งในกลุ่มสารแซนโทนที่มีอยู่ทั้งหมดซึ่งละลายได้ในน้ำร้อน ทั้งนี้ยังมีสารแซนโทนตัวอื่น ๆ อีกที่อยู่ในรูปของไกลโคไซด์ ละลายได้ในน้ำ นอกจากกลุ่มสารแซนโทนแล้วในเนื้อเปลือกผลมังคุดยังมีกลุ่มสารแอนโทไซยานิและกลุ่มสารแทนนินแยกเป็นคอนเดนซ์แทนนิน ไฮโดรไลซาเบิลแทนนิน ซึ่งเป็นสารพวกโพลีฟีนอลเมื่อรวมกันเข้าแล้วจึงมีคุณสมบัติร่วมกันอย่างที่นำไปใช้กันอยู่

           การต้ม หรือ การนึ่ง เป็นการทำเพื่อให้สารต่าง ๆที่มีอยู่ในเนื้อเปลือกมังคุดซึมออกมาการสกัดสารแบบนี้อาจจะได้สารที่เป็นประโยชน์ไม่มากนักแต่ก็เพียงพอต่อการนำไปใช้ประโยชน์ในการดูแลสุขภาพ ซึ่งสามารถทำได้ง่าย

          อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ยังไม่มีข้อมูล งานวิจัยหรือการทดลองที่แน่ชัด ควรหาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนนำไปปฏิบัติ

น้ำหมักเปลือกมังคุดมีประโยชน์หรือโทษกันแน่

น้ำหมักเปลือกมังคุด คืออะไร มีประโยชน์หรือโทษอย่างไร มีการอธิบายไว้ ดังนี้

          มังคุดเป็นผลไม้ที่เปลือกมีคุณประโยชน์สูงบางข้อมูลอ้างว่าหมักแค่เปลือกก็ได้คุณประโยชน์มหาศาลในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางก็นิยมนำเปลือกไปสกัดสารออกฤทธิ์เพื่อใช้ในการผลิตเครื่องสำอางแม้แต่น้ำมังคุดยังมีออกจำหน่ายเป็นบิวตี้ดริงค์ ในมังคุดมีสารที่เรียกว่าแซนโทน (xanthones) ซึ่งมีมากในเปลือก ผล และเมล็ด มีน้อยในเนื้อผลทำให้หลายคนที่มีความเชื่อเรื่องคุณประโยชน์ในเปลือกมังคุดนิยมทำน้ำหมักเปลือกมังคุดรับประทาน

          ทั้งนี้อย.ได้มีการให้ข้อมูลว่า ในมังคุด มีสารแซนโทน (xanthones) ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ ลดความดันโลหิต ต้านมะเร็งและแก้แพ้อย่างไรก็ตาม ยังขาดข้อมูลการทดลองทางคลินิกที่สนับสนุนว่าการบริโภคมังคุดสามารถมีฤทธิ์รักษาโรคดังกล่าวได้จึงได้เตือนประชาชนผู้บริโภคว่า อย่าหลงเชื่อการโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง โดยเฉพาะการหวังผลในการบำบัดรักษา หรือบรรเทาอาการของโรค

เมล็ดมังคุดทานได้ไหม

หลายคนชอบทานมังคุดเป็นอย่างมาก พอทานแล้วเคี้ยวเพลิน ๆ ก็อยากจะเคี้ยวเมล็ดมังคุดลงไปด้วยทั้งนี้การทานเมล็ดมังคุดนั้นไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด เพียงแต่เมล็ดมังคุดอาจมีรสฝาดทำให้ไม่นิยมทานกันเท่าที่ควรและอาจยังทำให้ติดคอเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ดังนั้นหลีกเลี่ยงการกลืนเมล็ดมังคุดเมล็ดใหญ่ ๆ ย่อมจะเป็นการดีกว่า


          ทั้งนี้กองโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า ปกติหลายคนมักจะทิ้งเปลือกและเมล็ดมังคุดไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะไม่ทราบประโยชน์ซึ่งความจริงแล้วในเมล็ดมังคุดมีกรดไลโนเลอิกที่ร่างกายต้องการและสร้างขึ้นไม่ได้ ต้องรับจากอาหารภายนอกเท่านั้นหากรับประทานมังคุดแล้วเคี้ยวเมล็ดกลืนไปด้วยจะได้รับประโยชน์จากกรดนี้

          นอกจากนี้ นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 323 เขียนโดย ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพรให้ข้อมูลว่าบางประเทศนิยมนำเมล็ดของมังคุดมาต้มหรือคั่วกินเป็นของว่างอีกด้วย

โทษของมังคุด

ในมังคุดมีสารแซนโทน (Xanthone) ในปริมาณมากแม้จะมีส่วนช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการอักเสบ ลดความดันโลหิตช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง และอาการแพ้ต่าง ๆแต่ก็ยังขาดข้อมูลในการสนับสนุนว่ามังคุดจะสามารถรักษาอาการต่าง ๆ เหล่านี้ได้จริง ถึงแม้ยังไม่มีรายงานการศึกษาความเป็นพิษในมนุษย์แต่ก็พบอาการไม่พึงประสงค์หลายอย่างในแต่ละบุคคล เช่นมีอาการผิวหนังบวมแดง เป็นผื่นคันขึ้นตามตัว ปวดศีรษะ ปวดบริเวณข้อปวดกล้ามเนื้อ ท้องเสีย ถ่ายเหลว ลำไส้แปรปรวน เป็นต้น


          นอกจากนี้มังคุดยังมีสารแทนนิน (Tannin) ที่อยู่ในเปลือกของมังคุดหากบริโภคมากเกินไปและต่อเนื่อง อาจจะทำให้เกิดเป็นพิษต่อตับ ไตการเกิดมะเร็งในร่องแก้ม ในทางเดินอาหารส่วนบนและยังไปลดจำนวนของเม็ดเลือดขาวจนทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดต่ำลงจากปกติ

          ดังนั้นการรับประทานที่ดีที่สุดคือการรับประทานอย่างมีสติด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เลือกรับประทานผลไม้ให้หลากหลายไม่ซ้ำกันไม่อย่างนั้นผลไม้ที่มีประโยชน์มากมายมันอาจจะกลายเป็นโทษต่อร่างกายเสียเอง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

      ย่างเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว นับว่าเป็นข่าวดีของคนทำไร่ทำ […]

มังคุด เป็นผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก เนื่องจากอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุสารอาหารจำเป็น เป็นจำนวนมากนั่นเอง แถมเปลือกมังคุดก็สามารถนำมาใช้เป็นยาแก้ท้องเสียเรื้อรัง ตามตำราแพทย์แผนไทยได้อีกด้วย แต่รู้ไหมว่านอกจากประโยชน์ด้านสุขภาพแล้ว มังคุดก็ถือได้ว่าเป็นราชินีแห่งความงามเลยทีเดียว และนิยมนำไปสกัดเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางอีกด้วย เอาเป็นว่ามาดูกันดีกว่าว่ามังคุดสามารถเสริมความงามได้อย่างไรบ้าง

ชะลอและลดเลือนริ้วรอย

มังคุดมีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยจัดการกับอนุมูลอิสระให้หมดไป และชะลอการเกิดริ้วรอย ที่จะทำให้ผิวมีความเต่งตึงและดูอ่อนเยาว์กว่าวัย แถมยังช่วยชะลอความแก่ชราของเซลล์ผิว จึงทำให้ผิวหน้าดูสดใสและมีสุขภาพผิวที่ดีอยู่เสมออีกด้วย เพราะฉะนั้นสำหรับใครที่เริ่มรู้สึกว่ามีริ้วรอยบนใบหน้า มังคุดช่วยได้แน่นอน

ขจัดทุกปัญหาสิว

มังคุด มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว จึงสามารถป้องกันและช่วยให้สิวยุบเร็วได้ โดยเฉพาะสิวอักเสบหรือสิวหัวหนอง นอกจากนี้ก็สามารถลบเลือนรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นรอยแดง รอยดำ ที่รอยสิวที่เด่นชัดมากแค่ไหน มังคุดก็เอาอยู่

ปรับสีผิวให้ขาวกระจ่างใส

ด้วยคุณสมบัติในการลดปริมาณเม็ดสีที่ผิวหนัง จึงทำให้ผิวมีความขาวกระจ่างใสขึ้น และดูเนียนนุ่มน่าสัมผัส แถมในคนที่มีปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ มังคุดก็สามารถแก้ปัญหาให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย เรียกได้ว่าสามารถนำมาทำเป็นสูตรหน้าใสได้อย่างไม่มีพิษมีภัยเลยก็ว่าได้

กระชับรูขุมขน ให้ผิวเรียบเนียน

สำหรับใครที่มีปัญหาผิวหน้าไม่เรียบเนียนและรูขุมขนกว้าง มังคุดก็สามารถบำรุงและกระชับรูขุมขนได้อย่างดีเยี่ยม โดยจะช่วยขจัดสิ่งสกปรกและแบคทีเรียที่อุดตันอยู่ในรูขุมขนให้หมดไป ส่งผลให้รูขุมขนดูกระชับขึ้นอย่างทันตา แถมผิวสวยจนแทบไม่ต้องใช้ครีมบำรุงเลยทีเดียว

แก้ปัญหาผิวแห้งกร้าน

ในคนที่มีปัญหาผิวแห้งกร้านขาดความชุ่มชื้น การบำรุงผิวด้วยมังคุด จะสามารถฟื้นฟูสภาพผิวให้มีความเนียนนุ่มยิ่งขึ้น เนื่องจากมังคุดมีคุณสมบัติในการคงความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นอย่างดี ดังนั้นสำหรับใครที่มีปัญหาผิวแห้ง มังคุดก็เป็นตัวช่วยที่ดีไม่น้อยเหมือนกัน

จะเห็นได้ว่ามังคุดสามารถเสริมความงามและบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง สดใสได้ดี แถมยังมีความอ่อนโยนต่อผิวอีกด้วย เพราะฉะนั้นสำหรับใครที่อยากมีผิวสวยสุขภาพดี ห้ามพลาดประโยชน์ดีๆ จากมังคุดเด็ดขาด โดยอาจทานสดๆ เพื่อบำรุงผิวสวยจากภายในสู่ภายนอก หรือนำเปลือกมังคุดมาใช้ประโยชน์ด้วยการพอกหน้า แต้มสิว กลายเป็นสูตรหน้าใสจากธรรมชาติก็ได้เหมือนกัน

ขอบคุณภาพประกอบจาก : pixabay.com

มังคุด เป็นผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพม […]

ชื่อสมุนไพร เถาวัลย์เปรียง
ชื่ออื่นๆ เถาวัลย์เปรียงขาว เถาวัลย์เปรียงแดง (ภาคกลาง) , เครือตาปลา , เครือไหล (เชียงใหม่) , เครือตับปลา (เลย) , เถาตาปลา , เครือเขาหนัง , ย่านเหมาะ (นครราชสีมา) , พานไสน (ชุมพร) , เครือตาป่า , เครือตาปลาโคก , เครือตาปลาน้ำ (ภาคอีสาน) ย่านเหมาะ ,ย่านเบราะ (ภาคใต้)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Derris scandens (Roxb.) Benth
ชื่อสามัญ Jewel Vine
วงศ์ Papilionaceae

ถิ่นกำเนิดเถาวัลย์เปรียง

เถาวัลย์เปรียงเป็นพืชสมุนไพรท้องถิ่นของประเทศไทย พบได้ทุกภาคของประเทศไทย พรรณไม้ชนิดนี้มักขึ้นเองตามชายป่าและที่โล่งทั่วไป เป็นพรรณไม้ที่มีมากที่สุดในประเทศไทยและใช้กันทุกจังหวัด

ประโยชน์และสรรพคุณเถาวัลย์เปรียง

  1. แก้เส้นเอ็นพิการ
  2. แก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดหลัง ปวดเอว
  3. ขับปัสสาวะ
  4. แก้บิด
  5. แก้หวัดแก้เมื่อยขบในร่างกาย
  6. แก้กระษัยเหน็บชา
  7. แก้เส้นเอ็นขอด
  8. ถ่ายเสมหะ
  9. แก้ปวด แก้ไข้
  10. แก้ปัสสาวะพิการ
  11. ช่วยทำให้มีกำลังดีแข็งแรงสู้ไม่ถอย
  12. บรรเทาโรคต่อมลูกหมากโต
  13. รักษาอาการตกขาวของสตรี
  14. ช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็วขึ้น
  15. รักษาโรคอัมพฤกษ์และกระดูกหัก
  16. เถาใช้ดองกับเหล้าเป็นยาขับระดูของสตรี
  17. ใช้เป็นส่วนประกอบของยาอายุวัฒนะ เพื่อช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง


รูปแบบและขนาดวิธีใช้เถาวัลย์เปรียง

บัญชียาหลักแห่งชาติ บัญชียาจากสมุนไพร 2556 ยาพัฒนาจากสมุนไพร กลุ่มยารักษากลุ่มอาการทางกล้ามเนื้อและกระดูก ระบุรูปแบบและขนาดวิธีใช้ยาดังนี้
1. ขับโลหิตเสียของสตรี ด้วยการใช้เถาวัลย์เปรียงทั้งห้าแบบสด ๆ นำมาต้มกับน้ำ แล้วนำน้ำที่ได้มาใช้ดื่มต่างน้ำ (ทั้งห้า)
2. ทำให้มดลูกเข้าอู่ ด้วยการใช้เถาสดนำมาทุบให้ยุ่ย แล้ววางทาบลงบนหน้าท้อง แล้วนำหม้อเกลือที่ร้อนมานาบลงไปบนเถาวัลย์เปรียง จะช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็วขึ้น
3. ใช้เถานำมาหั่นตากแห้งคั่วชงน้ำกินต่างน้ำชาเป็นยาทำให้เส้นหย่อน แก้อาการเมื่อยขบตามร่างกาย แก้อาการปวดเมื่อย แก้เหน็บชา (เถา)
4. ใช้เถาเพื่อรักษาโรคอัมพฤกษ์และกระดูกหัก โดยการนำเถามาตำให้เป็นผงผสมกับน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันหัวครำ แล้วใช้เป็นยาทานวดบริเวณที่เป็นทุกวันจนหาย (เถา)
ยาเถาวัลย์เปรียง ยาแคปซูล (รพ.)
ข้อบ่งใช้ : บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ
ขนาดและวิธีใช้ : รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม – 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง หลังอาหารทันที
ข้อห้ามใช้ : ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์
ยาสารสกัดจากเถาวัลย์เปรียง ยาแคปซูล
ข้อบ่งใช้ : บรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่าง (low back pain) และอาการปวดจากข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis)
ขนาดและวิธีใช้ : รับประทานครั้งละ 400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง หลังอาหารทันที
ข้อห้ามใช้ : ห้ามใช้กับหญิงตั้งครรภ์
ยาเถาวัลย์เปรียง(แคปซูล) 400 mg (บัญชีร่วม รพสต.)
ข้อบ่งใช้ : แก้ข้ออักเสบ ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อเกร็ง OA
ขนาดและวิธีใช้ : รับประทานครั้งละ 2*3PC (500Mg.– 1g.) วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารทันที
ข้อห้ามใช้ : ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์


ลักษณะทั่วไปเถาวัลย์เปรียง

เถาวัลย์เปรียงเป็นไม้เถาขนาดใหญ่ เถามักจะบิดเนื้อไม้สีมีวงเข้ม ซึ่งมี 2 ชนิด คือชนิดแดง (เนื้อสีแดงวงสีแดงเข้ม) และชนิดขาว (เนื้อออกสีนํ้าตาลอ่อนๆ วงสีนํ้าตาลไหม้)
• ต้นเถาวัลย์เปรียง จัดเป็นไม้เถาเลื้อยขนาดใหญ่ สามารถเลื้อยไปได้ไกลถึง 20 เมตร มีกิ่งเหนียวและทนทาน กิ่งแตกเถายืดยาวอย่างรวดเร็ว เถามักเลื้อยพาดพันตามต้นไม้ใหญ่ เถาแก่มีเนื้อไม้แข็ง เปลือกเถาเรียบและเหนียว เป็นสีน้ำตาลเข้มอมสีดำหรือแดง เถาใหญ่มักจะบิด เนื้อไม้เป็นสีออกน้ำตาลอ่อน ๆ มีวงเป็นสีน้ำตาลไหม้ คล้ายกับเถาต้นแดงและเถาเอ็นอ่อน (เนื้อไม้มีรสเฝื่อนและเอียน) ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลปกคลุม
• ใบเถาวัลย์เปรียง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับกัน มีใบย่อย 4-8 ใบ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปรี ปลายใบเป็นรูปหอก โคนใบมน ขอบใบเรียบ ใบย่อยมีขนาดกว้างประมาณ 1-1.25 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร หลังใบเรียบเป็นมันสีเขียวเข้ม ท้องใบเรียบ
• ดอกเถาวัลย์เปรียง ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบและปลายยอด ช่อดอกเป็นสีขาวห้อยลง ดอกเป็นสีขาวอมสีม่วงอ่อนคล้ายกับดอกถั่ว กลีบดอกมี 4 กลีบ และมีขนาดไม่เท่ากัน สวนกลีบเลี้ยงดอกมีลักษณะเป็นรูปถ้วย สีม่วงแดง
• ผลเถาวัลย์เปรียง ออกผลเป็นฝักแบน โคนฝักและปลายฝักมน ฝักเมื่อแก่เป็นสีน้ำตาลอ่อน ภายในฝักมีเมล็ดประมาณ 1-4 เมล็ด


การขยายพันธุ์เถาวัลย์เปรียง

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ชอบดินเหนียวไม่ชอบดินทราย ชอบสภาพชื้นแต่ไม่แฉะ
การปลูกและการดูแลรักษา
• ใช้เมล็ดแก่ที่มีสีนํ้าตาล (เมล็ดแก่ช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์) แกะเปลือกนอกของเมล็ดออก นำ ไปเพาะในถุงชำ ถุงละ 2-3 เมล็ด รดนํ้าให้ชุ่ม
• เมื่อตัดต้นสูงประมาณ 1 คืบ นำ ลงปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ถ้าหากไม่เพาะลงถุงจะปลูกตรงจุดที่ต้องการเลยก็ได้ พร้อมทำ ซุ้มบริเวณที่ปลูก เถาวัลย์เปรียงได้เลื้อยเกาะด้วย

การเก็บเกี่ยวเถาวัลย์เปรียง

• เริ่มเก็บเกี่ยวได้ เมื่ออายุ 3-5 ปี
• เลือกเถาแก่ซึ่งจะมีสีเทา และมีจุดคล้ายเกล็ดสีขาวๆ เถามีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว ขึ้นไป
• ตัดให้เหลือเถาไว้ 1-2 ศอก เพื่อให้แตกขึ้นใหม่ ตัดได้ประมาณ 2 ปีต่อครั้ง
• นำ เถามาสับเป็นแว่นๆ หนาประมาณ 1 เซนติเมตร ตากแดด 3-5 วัน หรืออบให้แห้ง

ชื่อสมุนไพร เถาวัลย์เปรียงชื่ออื่นๆ เถาวัลย์เ […]

มะเร็งปอด เกิดจากการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติอย่างรวดเร็วและไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้เกิดเป็นกลุ่มก้อนของเซลล์ที่ผิดปกติ ซึ่งจะตรวจพบได้เมื่อมีขนาดใหญ่ มีจำนวนมาก และแพร่ไปตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย  มะเร็งปอดจะทำลายชีวิตของผู้ป่วยได้รวดเร็วแค่ไหนขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง

มะเร็งปอดแบ่งออกเป็น 2 ชนิดตามขนาดของเซลล์ ซึ่งความแตกต่างของขนาดเซลล์นี้มีความสำคัญ เนื่องจากวิธีการรักษาจะแตกต่างกัน

  • มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (small cell lung cancer) พบได้ประมาณ 10-15% เซลล์จะเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่ามะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว การรักษาจะไม่ใช้วิธีการผ่าตัด ส่วนมากจะรักษาด้วยการใช้ยาหรือฉายรังสี
  • มะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก (non-small cell lung cancer) พบได้บ่อยกว่ามะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (พบได้ประมาณ 85-90%) แต่จะแพร่กระจายได้ช้ากว่า และสามารถรักษาให้หายได้โดยการผ่าตัดหากพบตั้งแต่เนิ่นๆ

ในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนที่ทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ แต่มีปัจจัยบางประการที่อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอด เช่น

  • บุหรี่ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งปอดสูง ผู้ที่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 10-30 เท่า เนื่องจากสารในบุหรี่สามารถทำลายเซลล์ปอด ทำให้เกิดความผิดปกติของเซลล์ โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนมวนและจำนวนปีที่สูบบุหรี่
  • การได้รับสารพิษและมลภาวะในสิ่งแวดล้อม เช่น ควันบุหรี่ แอสเบสตอส (asbestos) ก๊าซเรดอน (radon) สารหนู รังสี และสารเคมีอื่นๆ  รวมถึงฝุ่นและไอระเหยจากนิกเกิล โครเมียม และโลหะอื่นๆ
  • อายุ ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยทั่วไปความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหลังอายุ 40 ปี แต่ก็สามารถพบได้ในคนอายุน้อยกว่า 40 ปี
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งปอด ผู้ที่มีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคมะเร็งปอด มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอดแม้จะไม่ได้สูบบุหรี่

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดควรพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการลดปัจจัยเสี่ยงและวางแผนการตรวจสุขภาพ ส่วนผู้ที่เคยได้รับการรักษามะเร็งปอดมาแล้ว ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพหลังการรักษา เนื่องจากอาจมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งปอดได้อีก

โดยทั่วไปแล้วมะเร็งปอดในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อโรคลุกลามแล้ว อาจพบอาการดังต่อไปนี้

  • ไอเรื้อรัง (ไอแห้งหรือไอมีเสมหะ)
  • มีปัญหาการหายใจ เช่น หายใจสั้น
  • หายใจมีเสียงหวีด
  • เจ็บบริเวณหน้าอกตลอดเวลา
  • ไอมีเลือดปน
  • เสียงแหบ
  • ติดเชื้อในปอดบ่อยๆ เช่น ปอดบวม
  • เหนื่อยง่าย หรือรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

อาการเหล่านี้อาจไม่เกี่ยวเนื่องกับมะเร็ง เนื่องจากมีหลายโรคที่อาจทำให้เกิดอาการเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ดี ผู้ที่มีอาการดังกล่าวข้างต้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาโดยเร็ว

สิ่งสำคัญของการรักษามะเร็งปอด คือ การพิจารณาตำแหน่ง ขนาด และระยะของเซลล์มะเร็ง รวมถึงสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย

  1. การผ่าตัด
  • มีเป้าหมายเพื่อผ่าเอาก้อนมะเร็งที่ปอดและต่อมน้ำเหลืองที่ช่องอกออกให้หมด ซึ่งบางครั้งก้อนเนื้อนั้นอาจไม่ใช่เซลล์มะเร็งทั้งหมดก็ได้
  • โดยทั่วไปไม่ใช้ในการรักษามะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็กซึ่งมักมีการแพร่กระจายตัวของเซลล์มะเร็งอย่างรวดเร็ว
  • วิธีนี้ใช้ในการรักษามะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก ในระยะที่ 1, 2 และ 3A
  1. การฉายรังสี (radiotherapy)
  • เป็นการใช้พลังงานรังสีที่มีความเข้มข้นฉายไปยังตำแหน่งของเซลล์มะเร็งเพื่อทำลายกลุ่มก้อนเซลล์มะเร็งนั้น
  • วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลกับระยะมะเร็งที่มีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนต่างๆ แล้ว
  • การฉายรังสีใช้เวลาไม่นานและไม่ทำให้เจ็บปวด แต่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น กลืนลำบาก อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ระคายเคืองผิวหนังบริเวณที่ฉายรังสี
  1. การให้ยาเคมีบำบัด (chemotherapy) เป็นการใช้ยากำจัดและยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งที่มีอยู่ทั่วร่างกาย โดยทั่วไปยาเคมีบำบัดที่ใช้กับมะเร็งปอดเป็นรูปแบบยาฉีดเข้าเส้นเลือด
  2. การรักษาแบบเฉพาะเจาะจง (targeted therapy)
  • เป็นการรักษาโดยการใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง โดยไม่ส่งผลต่อเซลล์ปกติ
  • ให้ประสิทธิผลในการรักษาและไม่ทำให้เกิดอาการข้างเคียงเหมือนเช่นยาเคมีบำบัด
  1. การรักษาด้วยการผสมผสาน โดยทั่วไปการรักษามะเร็งจะใช้มากกว่าหนึ่งวิธีขึ้นไป ผู้ป่วยควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับการรักษาและผลข้างเคียงของแต่ละวิธี เพื่อให้ความร่วมมือในการรักษาให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

**ที่มาบทความ bumrungrad.com/

มะเร็งปอด เกิดจากการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติอย่างร […]

อย่ามัวไปเห่อกิน “ผลไม้” เมืองนอกแพงๆ กันอยู่เลย สาวๆ รู้หรือไม่? “ผลไม้ไทย” อย่าง “มัลเบอร์รี่” หรือลูกหม่อน ก็กินได้อร่อยเหมือนกัน แถมมีประโยชน์ต่อ “สุขภาพ” มากมาย โดยเฉพาะช่วยป้องกัน “โรคมะเร็ง”

น้ำมังคุดพนารินทร์ มีประโยชน์ดีๆ ของ “มัลเบอร์รี่” ผลไม้ไทยที่มีสรรพคุณทางยาและช่วยบำรุงสุขภาพ

9 ประโยชน์ “มัลเบอร์รี่” ผลไม้ไทย

1. ป้องกันโรคมะเร็ง

มัลเบอร์รี่มีสาร Anthocyanins ในปริมาณมาก ทั้งยังมีสาร Quercetin และสาร Kaempferol ซึ่งสารเหล่านี้ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย และมีประโยชน์หลายอย่าง เช่น ช่วยชะลอความแก่, ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน, ต่อต้านอาการขาดเลือดในสมอง, ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง, ยับยั้งการเกิดสารก่อมะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรง และลดอาการแพ้ต่างๆ ฯลฯ

2. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

นอกจากนี้ สาร Quercetin และสาร Kaempferol ดังกล่าว ยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ โรคความดันโลหิต ช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งแรง เลือดหมุนเวียนดี ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือด ป้องกันการดูดซึมของน้ำตาลในลำไส้เล็ก

3. ลดไขมันในเลือด

มัลเบอร์รี่มีสาร Deoxynojirimycin ที่เป็นตัวช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ มีสารอาหารกาบา (GABA) ที่เป็นตัวช่วยลดความดันโลหิต แถมยังมีสาร Phytosterol ที่สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้อีกด้วย

4. แก้ร้อนใน

ประโยชน์ของ “ผลไม้ไทย” อย่าง มัลเบอร์รี่อีกข้อหนึ่ง คือ มีรสอร่อย เปรี้ยวหวานเย็น มีสรรพคุณช่วยดับร้อน คลายความร้อนรุ่ม ช่วยขับลมร้อน ช่วยบรรเทาอาการกระหายน้ำ ทำให้ชุ่มคอ และทำให้ร่างกายชุ่มชื่น มีฤทธิ์เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อตับและไต มีสรรพคุณช่วยบำรุงตับและไต

5. ต้านการอักเสบ

ผลไม้ต้านโรคอย่าง “มัลเบอร์รี่” มีสารประกอบฟีนอล สามารถช่วยต้านอนุมูลอิสระ ต้านอาการอักเสบ อาการเส้นเลือดโป่งพอง และยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสได้

6. ต้านโรคหวัด

มัลเบอร์รี่มีวิตามินซีสูง ที่เป็นตัวช่วยป้องกันหวัด ภูมิแพ้ วัณโรค โรคปอด เชื้อไวรัส และช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย

7. แก้ปวดประจำเดือน

มัลเบอร์รี่ มีวิตามินบี6 ช่วยในด้านการบำรุงเลือด ตับ และไต ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน ช่วยผ่อนคลายความเครียด และลดการเกิดสิว แถมยังมีวิตามินเอ ที่ช่วยในด้านการบำรุงสายตา ป้องกันการเกิดต้อกระจก ช่วยบำรุงเหงือกและฟัน บำรุงผิวพรรณ และลดสิวอักเสบ

8. มีโฟลิกสูง บำรุงเลือด

มัลเบอร์รี่มีกรดโฟลิกสูง ซึ่งกรดโฟลิกนั้นสามารถช่วยทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงเจริญได้เต็มที่ ทำให้เซลล์ประสาทไขสันหลังและเซลล์สมองเจริญเป็นปกติ และช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง ช่วยบำรุงเลือดในช่วงที่ผู้หญิงมีประจำเดือน

9. ป้องกันโรคสมองเสื่อม

มีงานวิจัยพบว่าสารสกัดจากมัลเบอร์รี่ มีฤทธิ์ปกป้องระบบประสาท โดยมีกลไกยับยั้งการสะสมของโปรตีนแอลฟา-ไซนิวคลีอิน (α-synuclein) ที่มีผลต่อการทำหน้าที่ของเซลล์ประสาท และเป็นสาเหตุของอาการสมองเสื่อม ดังนั้นหากกินมัลเบอร์รี่อย่างสม่ำเสมอ น่าจะมีส่วนช่วยป้องกันสมองเสื่อมได้

สำหรับสาวๆ ที่ชอบทานผลไม้ตระกูลเบอร์รี่อยู่แล้ว ลองเปลี่ยนจากเบอร์รี่เมืองนอก มากินผลไม้ไทยๆ อย่างมัลเบอร์รี่กันดูนะคะ

ขอบคุณบทความจาก: thairath.co.th/

เพิ่มเติ่ม รู้หรือไม่ มัลเบอร์รี่ เป็นส่วนผสมหลักรองจาก มังคุด ในน้ำมังคุดพนารินทร์ เพื่อสุขภาพที่ดี สินค้ามี อย.เลขที่ 22-2-00953-2-0099 หาซื้อได้ที่

อย่ามัวไปเห่อกิน “ผลไม้” เมืองนอกแพงๆ กันอยู่ […]

จากที่ท่านผู้อ่านเห็นในแผ่นพับ น้ำมังคุดพนารินทร์ จะเห็นได้ว่า มี 3 องค์ ที่ปรากฎอยู่คือ

  1. พระพุทธรูป ปางสมาธิ
  2. เจ้าแม่กวนอิม ปางหยางหลิ่วกวนอิน
  3. หมอชีวกโกมารภัจจ์

มีความสำคัญยังไง เราจะพาไปหาคำตอบครับ

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ 19biography-of-Lord-Buddha.jpg

1.พระพุทธรูป ปางสมาธิหรือปางตรัสรู้

หลังจากที่พระบรมโพธิสัตว์มีชัยชนะเหนือพญามารแล้ว ทรงบำเพ็ญสมาธิต่อไป เมื่อจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสปราศจากอุปกิเลสแล้ว ในปฐมยามทรงบรรลุปุพพเนิวาสานุสติญาณ คือ ระลึกชาติได้หลายชาติไม่มีที่สิ้นสุด ในมัชฉิมยามทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ คือ สามารถหยั่งรู้การเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์ว่า สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้วตายไป ประสบสุขและทุกข์ตามกรรมที่ทำไว้ และในปัจฉิมยามพระองค์ทรงบรรลุอากาสวักขยญาณ ทรงทำอาสวกิเลสทั้งหลายให้ดับสิ้นไป จนได้บรรลุอนุตรสัมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเวลารุ่งอรุโณทัย ตรงกับวันเพ็ญเดือน ๖ หรือขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ (วันวิสาขบูชา) สถานที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปัจจุบันอยู่ในตำบลพุทธคยา ประเทศอินเดีย

2.เจ้าแม่กวนอิม ปางหยางหลิ่วกวนอิน ปางนี้พระโพธิสัตว์กวนอิมพระหัตถ์หนึ่งถือกิ่งต้นหลิว อีกพระหัตถ์ถือน้ำอมฤต เชื่อกันว่าสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้

คำว่า อวโลกิเตศวร ได้มีผู้ให้ความหมายไว้หลายนัยด้วยกัน แต่โดยรูปศัพท์แล้ว คำว่าอวโลกิเตศวรมาจากคำสันสกฤตสองคำคือ อวโลกิต กับ อิศวร แปลได้ว่าผู้เป็นใหญ่ที่เฝ้ามองจากเบื้องบน หรือ พระผู้ทัศนาดูโลก ซึ่งหมายถึงเฝ้าดูแลสรรพสัตว์ที่ตกอยู่ในห้วงทุกข์นั่นเอง ซิมเมอร์ นักวิชาการชาวเยอรมันอธิบายว่า พระโพธิสัตว์องค์นี้ทรงเป็นสมันตมุข คือ ปรากฏพระพักตร์อยู่ทุกทิศอาจแลเห็นทั้งหมด ทรงเป็นผู้ที่สามารถบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ คืออาจจะเป็นพระพุทธเจ้าเมื่อใดก็ได้ แต่ทรงยับยั้งไว้เนื่องจากความกรุณาสงสารต่อสรรพสัตว์

นอกจากนี้นักปราชญ์พุทธศาสนาบางท่านยังได้เสนอความเห็นว่า คำว่า อิศวร นั้น เป็นเสมือนตำแหน่งที่ติดมากับพระนามอวโลกิตะ จึงถือได้ว่าทรงเป็นพระโพธิสัตว์พระองค์เดียวที่มีตำแหน่งระบุไว้ท้ายพระนาม ในขณะที่พระโพธิสัตว์พระองค์อื่นหามีไม่ อันแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และความสำคัญยิ่งของพระโพธิสัตว์พระองค์นี้

พุทธศาสนิกชนชาวจีนจะรู้จักพระโพธิสัตว์พระองค์นี้ในพระนามว่า กวนซีอิม หรือ กวนอิม ซึ่งก็มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่าอวโลกิเตศวรในภาษาสันสกฤต คือผู้เพ่งสดับเสียงแห่งโลก แต่โดยทั่วไปแล้วมักให้อรรถาธิบายเป็นใจความว่าหมายถึง พระผู้สดับฟังเสียงคร่ำครวญของสัตว์โลก (ที่กำลังตกอยู่ในห้วงทุกข์) คำว่ากวนซีอิมนี้พระกุมารชีวะชาวเอเชียกลางผู้ไปเผยแผ่พระศาสนาในจีนเป็นผู้แปลขึ้น ต่อมาตัดออกเหลือเพียงกวนอิมเท่านั้น เนื่องจากคำว่าซีไปพ้องกับพระนามของ จักรพรรดิถังไท่จง หรือ หลีซีหมิง นั่นเอง

พระอวโลกิเตศวรในฐานะเป็นพระธยานิโพธิสัตว์

พุทธศาสนามหายานได้จำแนกพระโพธิสัตว์ออกเป็น 2 ประเภท อันได้แก่ พระมนุษิโพธิสัตว์ และ พระธยานิโพธิสัตว์

พระมนุษิโพธิสัตว์ คือพระโพธิสัตว์ในสภาวะมนุษย์หรือเป็นสิ่งมีชีวิตในรูปแบบอื่น ๆ ที่กำลังบำเพ็ญสั่งสมบารมีอันยิ่งใหญ่เพื่อพระโพธิญาณอันประเสริฐ ถ้าตามมติของฝ่ายเถรวาทก็คือผู้ที่ยังเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสารเพื่อบำเพ็ญ ทศบารมี ๑๐ ประการให้บริบูรณ์ เหมือนเมื่อครั้งสมเด็จพระผู้มีพระภาคได้ทรงกระทำมาในอดีต

โดยที่ทรงเสวยพระชาติเป็นทั้งมนุษย์และสัตว์จนได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระศากยมุนีพุทธเจ้า การบำเพ็ญบารมีดังกล่าวนี้เป็นความยากลำบากแสนสาหัส สำเร็จได้ด้วยโพธิจิต อีกทั้งวิริยะและความกรุณาอันหาที่เปรียบมิได้ ต้องอาศัยระยะเวลายาวนานนับด้วยกัปอสงไขย สิ้นภพสิ้นชาติสุดจะประมาณได้

พระธยานิโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ประเภทนี้มิใช่พระโพธิสัตว์ผู้กำลังบำเพ็ญบารมีเพื่อแสวงหาดวงปัญญาอันจะนำไปสู่ความรู้แจ้งเหมือนประเภทแรก แต่เป็นพระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญบารมีบริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว และสำเร็จเป็นพระธยานิโพธิสัตว์หรือพระโพธิสัตว์ในสมาธิโดยยับยั้งไว้ยังไม่เสด็จเข้าสู่พุทธภูมิ เพื่อจะโปรดสรรพสัตว์ต่อไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด พระธยานิโพธิสัตว์นี้เป็นทิพยบุคคลที่มีลักษณะดังหนึ่งเทพยดา มีคุณชาติทางจิตเข้าสู่ภูมิธรรมขั้นสูงสุดและทรงไว้ซึ่งพระโพธิญาณอย่างมั่นคง

จึงมีสภาวะที่สูงกว่าพระโพธิสัตว์ทั่วไป พระธยานิโพธิสัตว์มักจะมีภูมิหลังที่ยาวนาน เป็นพระโพธิสัตว์เจ้าที่สำเร็จเป็นพระโพธิสัตว์มาเนิ่นนานนับแต่สมัยพระอดีตพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สุดจะคณานับเป็นกาลเวลาได้ พระธยานิโพธิสัตว์ที่พุทธศาสนิกชนมหายานรู้จักดี อาทิ พระมัญชุศรี พระอวโลกิเตศวร พระมหาสถามปราปต์ พระสมันตภัทร พระกษิติครรภ์ เป็นต้น

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ image.jpeg

3.หมอชีวกโกมารภัจจ์ เป็นบุตรของนางสาลวดีนครโสเภณีประจำเมืองราชคฤห์แคว้นมคธ ในสมัยนั้นตำแหน่งนี้มีเกียรติยศต่างจากในสมัยนี้ นางสาลวดีตั้งครรภ์โดยบังเอิญเมื่อคลอดบุตรชายออกมาจึงสั่งให้สาวใช้นำไปทิ้ง แต่อภัยราชกุมารพระราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสารไปพบเข้าจึงนำมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ชื่อชีวกตั้งขึ้นตามคำกราบทูลตอบคำถามของพระองค์ที่ตรัสถามว่า เด็กยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า มหาดเล็กกราบทูลว่ายังมีชีวิตอยู่ (ชีวโก) ส่วนคำว่าโกมารภัจจ์แปลว่า กุมารที่ได้รับการเลี้ยงดูหรือกุมารในราชสำนักหมายถึงบุตรบุญธรรมนั่นเอง

เมื่อเติบโตขึ้นชีวกถูกพวกเด็ก ๆ ในวังล้อเลียนว่าเจ้าลูกไม่มีพ่อ ด้วยความมานะจึงหนีพระบิดาไปเรียนศิลปวิทยาที่เมืองตักสิลาเพื่อเอาชนะคำดูหมิ่น วิชาที่เลือกเรียนคือวิชาแพทย์ แต่เนื่องจากไม่มีค่าเล่าเรียนจึงอาสารับใช้พระอาจารย์เมื่อเรียนอยู่ถึง 7 ปีจึงลาอาจารย์กลับบ้าน ระหว่างทางอาจารย์ให้ไปหาต้นไม้ที่ทำยาไม่ได้ให้เก็บตัวอย่างมาให้ดู ปรากฏว่ากลับมามือเปล่าเพราะต้นไม้ทุกต้นใช้ทำยาได้อาจารย์บอกว่าเขาได้เรียนจบแล้วจึงอนุญาตให้กลับได้

หลังจากกลับเมืองมาแล้วได้รักษาพระเจ้าพิมพิสารให้หายขาดจากภคันทลาพาธ (โรคริดสีดวงทวาร) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหมอหลวงและได้รับพระราชทานสวนมะม่วง แต่ต่อมาหมอชีวกก็ได้ถวายสวนนี้ให้พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลายและได้ถวายตัวเป็นแพทย์ประจำพระองค์อีกด้วย ด้วยความที่เป็นคนบำเพ็ญแต่สิ่งที่ดีงามช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยไม่เลือกฐานะ จึงได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะในด้านเป็นที่รักของปวงชน

ในวงการแพทย์แผนโบราณในปัจจุบันนี้ ถือว่าหมอชีวกโกมารภัจจ์เป็น บรมครูแห่งการแพทย์แผนโบราณ เป็นที่เคารพของประชาชนทั่วไป

จากที่ท่านผู้อ่านเห็นในแผ่นพับ น้ำมังคุดพนารินทร์& […]

  1. ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ปริมาณน้ำตาลต่ำ และปรับปรุงการเผาผลาญของไขมันในร่างกาย จึงเหมาะกับผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก หรือเป็นผู้ป่วยเบาหวาน
  2. บำรุงหัวใจให้แข็งแรง
  3. มีฤทธิ์เย็น ช่วยดับร้อน และให้ความสดชื่น ด้วยรสเปรี้ยวหวานที่เป็นเอกลักษณ์
  4. บำรุงสายตา ทำให้เส้นประสาทตาดี สายตาแจ่มใส
  5. แก้อาหารท้องผูก ทำให้ถ่ายได้ง่ายขึ้น
  6. แก้อาการปวดเกร็งตามเท้า ข้อมือ ข้อเข่า
  7. บำรุงเส้นผมให้ดกดำ เงางาม
  8. ลดความดันโลหิต
  9. ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคมะเร็ง และต่อต้านอาการขาดเลือดในสมอง
  10. ป้องกันโรคโลหิตจาง
mulberry-2

ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ปริมาณน้ำตาลต่ำ และปรับปรุงการเผาผล […]

มังคุด มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Garcinia mangostana Linn. เป็นพันธุ์ไม้ไม่ผลัดใบเขตร้อนชื้นชนิดหนึ่ง มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เกาะซุนดาและหมู่เกาะโมลุกกะ และยังเป็นผลไม้ที่นิยมอย่างมากในแถบเอเชีย โดยได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชินีแห่งผลไม้” อาจเป็นเพราะลักษณะภายนอกของผลที่มีกลีบเลี้ยงติดอยู่ที่หัวขั้วของผลคล้ายมงกุฎของพระราชินี ส่วนเนื้อในก็มีสีขาวสะอาด มีรสชาติที่แสนหวาน และยังเป็นผลไม้ที่จัดว่ามีประโยชน์มากชนิดหนึ่ง โดยประโยชน์ของมังคุดไม่ได้อยู่แค่เนื้อที่เรานิยมรับประทานกันเท่านั้น เปลือกมังคุดก็มีประโยชน์มากมายในการรักษาโรคเช่นกัน

สรรพคุณของมังคุด     – ประโยชน์ของเปลือกมังคุดมีส่วนช่วยป้องกันอาการไข้ (ไข้ระดับต่ำ)     – ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง     – ช่วยเพิ่มพลังงานแก่ร่างกาย เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า     – มังคุดรักษาสิว เปลือกมังคุดมีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว และยังออกฤทธิ์ต้านสิวอักเสบได้ดีอีกด้วย     – มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคซึมเศร้า ลดความเครียด     – ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน โรคเกี่ยวกับระบบประสาท     – สารสกัดจากมังคุดช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดขาวชนิดทีเอช 1 และทีเอช 17 มีฤทธิ์ช่วยกำจัดและป้องกันการก่อเกิดเซลล์มะเร็งเกือบทุกชนิดได้     – ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งชนิดต่าง ๆ อย่าง เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร     – ช่วยในการขยายตัวของหลอดเลือด ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ     – ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคเกี่ยวกับทางเดินหัวใจ     – ช่วยลดความดันโลหิต     – ช่วยรักษาไทรอยด์เป็นพิษ     – ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายและลดไขมันที่ไม่ดีในเส้นเลือด     – มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดเนื้องอกในร่างกาย     – มีสวนช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน ด้วยคุณสมบัติในการลดและควบคุมระดับน้ำตาล     – ช่วยป้องกันการเกิดโรคภูมิแพ้     – มีส่วนช่วยในการบรรเทาอาการของโรคหอบหืด     – มีส่วนช่วยบำรุงและรักษาสายตา     – ช่วยบำรุงสุขภาพช่องปากและเหงือกให้แข็งแรง     – ช่วยรักษาและสมานแผลในช่องปากหรือปากแตกให้หายเร็วยิ่งขึ้น    – ไฟเบอร์จากมังคุดช่วยในการย่อยอาหาร ป้องกันอาการท้องผูก     – ช่วยแก้อาการท้องเสีย ด้วยการใช้เปลือกมังคุดตากแห้งต้มกับน้ำหรือย่างไฟ นำมาฝนกับน้ำปูนใส     – ช่วยแก้อาการท้องร่วงเรื้อรัง อาการถ่ายเป็นมูกเลือด ด้วยการใช้เปลือกสดหรือแห้งฝนกับน้ำรับประทาน หรือจะใช้เปลือกแห้งนำมาต้มกับน้ำดื่มก็ได้ผลเหมือนกัน     – ช่วยให้ระบบทางเดินปัสสาวะอยู่ในสภาวะปกติ     – ช่วยป้องกันการเกิดโรคนิ่วในไต     – มีส่วนช่วยป้องกันอาการตับเสื่อม ไตวาย     – ช่วยรักษาอาการข้อเข่าอักเสบ     – เปลือกของมังคุดมีสารแทนนินที่มีฤทธิ์ฝาดสมาน ทำให้แผลหายเร็ว     – ช่วยลดอาการอักเสบและมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง (เปลือก)     – ช่วยยับยั้งการเกิดและใช้รักษาโรคผิวหนังต่าง ๆ อย่าง กลากเกลื้อน ผดผื่นคันต่าง ๆ ด้วยการใช้เปลือกมังคุดแห้งต้มน้ำอาบ หรือใช้น้ำต้มเปลือกมาทาบริเวณที่เป็น     – ใช้รักษาอาการน้ำกัดเท้า แผลเปื่อย ด้วยการใช้เปลือกแห้งฝนกับน้ำปูนใส คุณค่าทางอาหารของมังคุดผลมังคุดจะมีเนื้อประมาณร้อยละ 25-30 เนื้อมังคุดจะมีความชื้นประมาณร้อยละ 80 มีน้ำตาลประมาณร้อยละ 17.5 ประกอบด้วยน้ำตาลฟรุกโตส กลูโคส และซูโครส และสารอาหารต่างๆหลายชนิด คุณค่าทางโภชนาการของมังคุดกระป๋อง ต่อ 100 กรัม     – พลังงาน 73 กิโลแคลอรี                              –    คาร์โบไฮเดรต 17.91 กรัม     – ใยอาหาร 1.8 กรัม                                      –    ไขมัน 0.58 กรัม     – โปรตีน 0.41 กรัม                                       –    วิตามินบี 1 0.054 มิลลิกรัม 5%     – วิตามินบี 2 0.054 มิลลิกรัม 5%                   –    วิตามินบี 3 0.286 มิลลิกรัม 2%     – วิตามินบี 5 0.032 มิลลิกรัม 1%                   –    วิตามินบี 6 0.018 มิลลิกรัม 1%     – วิตามินบี 9 31 ไมโครกรัม 8%                     –    วิตามินซี 2.9 มิลลิกรัม 3%     – ธาตุแคลเซียม 12 มิลลิกรัม 1%                   –    ธาตุเหล็ก 0.3 มิลลิกรัม 2%     – ธาตุแมกนีเซียม 13 มิลลิกรัม 4%                 –    ธาตุแมงกานีส 0.102 มิลลิกรัม 5%     – ธาตุฟอสฟอรัส 8 มิลลิกรัม 1%                    –    ธาตุโพแทสเซียม 48 มิลลิกรัม 1%     – ธาตุโซเดียม 7 มิลลิกรัม 0%                       –    ธาตุสังกะสี 0.21 มิลลิกรัม 2%*** % ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database) ***        นอกจากนี้ยังมีการนำมังคุดมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค เช่น มังคุดกวน มังคุดอัดเม็ด ไวน์มังคุด น้ำมังคุดสกัด 100% ครีมบำรุงผิวพรรณ สบู่มังคุด กระถางต้นไม้จากเปลือกมังคุด ฯลฯ เพื่อเพิ่มคุณประโยชน์และเพิ่มประสิทธิภาพของมังคุดให้มากขึ้น ทำให้เกษตรกรมีอาชีพเสริมและมีรายได้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย  เอกสารอ้างอิงMedThai. มังคุด สรรพคุณและประโยชน์ของมังคุด 45 ข้อ !. [ออนไลน์] [อ้างถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2560]เข้าถึงจาก https://medthai.com/มังคุด/เว็บเพื่อพืชเกษตรไทย. มังคุด สรรพคุณ และการปลูกมังคุด. [ออนไลน์] [อ้างถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2560]เข้าถึงจาก http://puechkaset.com/มังคุด/มังคุด. [ออนไลน์] [อ้างถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560] เข้าถึงจาก https://th.wikipedia.org/wiki/มังคุดที่มาบทความ http://www.sptn.dss.go.th/

มังคุด มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Garcinia mangostana Linn. เ […]