Month: สิงหาคม 2020

มะเร็งปอด เกิดจากการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติอย่างรวดเร็วและไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้เกิดเป็นกลุ่มก้อนของเซลล์ที่ผิดปกติ ซึ่งจะตรวจพบได้เมื่อมีขนาดใหญ่ มีจำนวนมาก และแพร่ไปตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย  มะเร็งปอดจะทำลายชีวิตของผู้ป่วยได้รวดเร็วแค่ไหนขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง

มะเร็งปอดแบ่งออกเป็น 2 ชนิดตามขนาดของเซลล์ ซึ่งความแตกต่างของขนาดเซลล์นี้มีความสำคัญ เนื่องจากวิธีการรักษาจะแตกต่างกัน

  • มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (small cell lung cancer) พบได้ประมาณ 10-15% เซลล์จะเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่ามะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว การรักษาจะไม่ใช้วิธีการผ่าตัด ส่วนมากจะรักษาด้วยการใช้ยาหรือฉายรังสี
  • มะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก (non-small cell lung cancer) พบได้บ่อยกว่ามะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (พบได้ประมาณ 85-90%) แต่จะแพร่กระจายได้ช้ากว่า และสามารถรักษาให้หายได้โดยการผ่าตัดหากพบตั้งแต่เนิ่นๆ

ในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนที่ทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ แต่มีปัจจัยบางประการที่อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอด เช่น

  • บุหรี่ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งปอดสูง ผู้ที่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 10-30 เท่า เนื่องจากสารในบุหรี่สามารถทำลายเซลล์ปอด ทำให้เกิดความผิดปกติของเซลล์ โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนมวนและจำนวนปีที่สูบบุหรี่
  • การได้รับสารพิษและมลภาวะในสิ่งแวดล้อม เช่น ควันบุหรี่ แอสเบสตอส (asbestos) ก๊าซเรดอน (radon) สารหนู รังสี และสารเคมีอื่นๆ  รวมถึงฝุ่นและไอระเหยจากนิกเกิล โครเมียม และโลหะอื่นๆ
  • อายุ ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยทั่วไปความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหลังอายุ 40 ปี แต่ก็สามารถพบได้ในคนอายุน้อยกว่า 40 ปี
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งปอด ผู้ที่มีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคมะเร็งปอด มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอดแม้จะไม่ได้สูบบุหรี่

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดควรพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการลดปัจจัยเสี่ยงและวางแผนการตรวจสุขภาพ ส่วนผู้ที่เคยได้รับการรักษามะเร็งปอดมาแล้ว ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพหลังการรักษา เนื่องจากอาจมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งปอดได้อีก

โดยทั่วไปแล้วมะเร็งปอดในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อโรคลุกลามแล้ว อาจพบอาการดังต่อไปนี้

  • ไอเรื้อรัง (ไอแห้งหรือไอมีเสมหะ)
  • มีปัญหาการหายใจ เช่น หายใจสั้น
  • หายใจมีเสียงหวีด
  • เจ็บบริเวณหน้าอกตลอดเวลา
  • ไอมีเลือดปน
  • เสียงแหบ
  • ติดเชื้อในปอดบ่อยๆ เช่น ปอดบวม
  • เหนื่อยง่าย หรือรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

อาการเหล่านี้อาจไม่เกี่ยวเนื่องกับมะเร็ง เนื่องจากมีหลายโรคที่อาจทำให้เกิดอาการเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ดี ผู้ที่มีอาการดังกล่าวข้างต้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาโดยเร็ว

สิ่งสำคัญของการรักษามะเร็งปอด คือ การพิจารณาตำแหน่ง ขนาด และระยะของเซลล์มะเร็ง รวมถึงสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย

  1. การผ่าตัด
  • มีเป้าหมายเพื่อผ่าเอาก้อนมะเร็งที่ปอดและต่อมน้ำเหลืองที่ช่องอกออกให้หมด ซึ่งบางครั้งก้อนเนื้อนั้นอาจไม่ใช่เซลล์มะเร็งทั้งหมดก็ได้
  • โดยทั่วไปไม่ใช้ในการรักษามะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็กซึ่งมักมีการแพร่กระจายตัวของเซลล์มะเร็งอย่างรวดเร็ว
  • วิธีนี้ใช้ในการรักษามะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก ในระยะที่ 1, 2 และ 3A
  1. การฉายรังสี (radiotherapy)
  • เป็นการใช้พลังงานรังสีที่มีความเข้มข้นฉายไปยังตำแหน่งของเซลล์มะเร็งเพื่อทำลายกลุ่มก้อนเซลล์มะเร็งนั้น
  • วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลกับระยะมะเร็งที่มีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนต่างๆ แล้ว
  • การฉายรังสีใช้เวลาไม่นานและไม่ทำให้เจ็บปวด แต่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น กลืนลำบาก อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ระคายเคืองผิวหนังบริเวณที่ฉายรังสี
  1. การให้ยาเคมีบำบัด (chemotherapy) เป็นการใช้ยากำจัดและยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งที่มีอยู่ทั่วร่างกาย โดยทั่วไปยาเคมีบำบัดที่ใช้กับมะเร็งปอดเป็นรูปแบบยาฉีดเข้าเส้นเลือด
  2. การรักษาแบบเฉพาะเจาะจง (targeted therapy)
  • เป็นการรักษาโดยการใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง โดยไม่ส่งผลต่อเซลล์ปกติ
  • ให้ประสิทธิผลในการรักษาและไม่ทำให้เกิดอาการข้างเคียงเหมือนเช่นยาเคมีบำบัด
  1. การรักษาด้วยการผสมผสาน โดยทั่วไปการรักษามะเร็งจะใช้มากกว่าหนึ่งวิธีขึ้นไป ผู้ป่วยควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับการรักษาและผลข้างเคียงของแต่ละวิธี เพื่อให้ความร่วมมือในการรักษาให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

**ที่มาบทความ bumrungrad.com/

มะเร็งปอด เกิดจากการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติอย่างร […]

อย่ามัวไปเห่อกิน “ผลไม้” เมืองนอกแพงๆ กันอยู่เลย สาวๆ รู้หรือไม่? “ผลไม้ไทย” อย่าง “มัลเบอร์รี่” หรือลูกหม่อน ก็กินได้อร่อยเหมือนกัน แถมมีประโยชน์ต่อ “สุขภาพ” มากมาย โดยเฉพาะช่วยป้องกัน “โรคมะเร็ง”

น้ำมังคุดพนารินทร์ มีประโยชน์ดีๆ ของ “มัลเบอร์รี่” ผลไม้ไทยที่มีสรรพคุณทางยาและช่วยบำรุงสุขภาพ

9 ประโยชน์ “มัลเบอร์รี่” ผลไม้ไทย

1. ป้องกันโรคมะเร็ง

มัลเบอร์รี่มีสาร Anthocyanins ในปริมาณมาก ทั้งยังมีสาร Quercetin และสาร Kaempferol ซึ่งสารเหล่านี้ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย และมีประโยชน์หลายอย่าง เช่น ช่วยชะลอความแก่, ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน, ต่อต้านอาการขาดเลือดในสมอง, ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง, ยับยั้งการเกิดสารก่อมะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรง และลดอาการแพ้ต่างๆ ฯลฯ

2. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

นอกจากนี้ สาร Quercetin และสาร Kaempferol ดังกล่าว ยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ โรคความดันโลหิต ช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งแรง เลือดหมุนเวียนดี ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือด ป้องกันการดูดซึมของน้ำตาลในลำไส้เล็ก

3. ลดไขมันในเลือด

มัลเบอร์รี่มีสาร Deoxynojirimycin ที่เป็นตัวช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ มีสารอาหารกาบา (GABA) ที่เป็นตัวช่วยลดความดันโลหิต แถมยังมีสาร Phytosterol ที่สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้อีกด้วย

4. แก้ร้อนใน

ประโยชน์ของ “ผลไม้ไทย” อย่าง มัลเบอร์รี่อีกข้อหนึ่ง คือ มีรสอร่อย เปรี้ยวหวานเย็น มีสรรพคุณช่วยดับร้อน คลายความร้อนรุ่ม ช่วยขับลมร้อน ช่วยบรรเทาอาการกระหายน้ำ ทำให้ชุ่มคอ และทำให้ร่างกายชุ่มชื่น มีฤทธิ์เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อตับและไต มีสรรพคุณช่วยบำรุงตับและไต

5. ต้านการอักเสบ

ผลไม้ต้านโรคอย่าง “มัลเบอร์รี่” มีสารประกอบฟีนอล สามารถช่วยต้านอนุมูลอิสระ ต้านอาการอักเสบ อาการเส้นเลือดโป่งพอง และยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสได้

6. ต้านโรคหวัด

มัลเบอร์รี่มีวิตามินซีสูง ที่เป็นตัวช่วยป้องกันหวัด ภูมิแพ้ วัณโรค โรคปอด เชื้อไวรัส และช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย

7. แก้ปวดประจำเดือน

มัลเบอร์รี่ มีวิตามินบี6 ช่วยในด้านการบำรุงเลือด ตับ และไต ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน ช่วยผ่อนคลายความเครียด และลดการเกิดสิว แถมยังมีวิตามินเอ ที่ช่วยในด้านการบำรุงสายตา ป้องกันการเกิดต้อกระจก ช่วยบำรุงเหงือกและฟัน บำรุงผิวพรรณ และลดสิวอักเสบ

8. มีโฟลิกสูง บำรุงเลือด

มัลเบอร์รี่มีกรดโฟลิกสูง ซึ่งกรดโฟลิกนั้นสามารถช่วยทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงเจริญได้เต็มที่ ทำให้เซลล์ประสาทไขสันหลังและเซลล์สมองเจริญเป็นปกติ และช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง ช่วยบำรุงเลือดในช่วงที่ผู้หญิงมีประจำเดือน

9. ป้องกันโรคสมองเสื่อม

มีงานวิจัยพบว่าสารสกัดจากมัลเบอร์รี่ มีฤทธิ์ปกป้องระบบประสาท โดยมีกลไกยับยั้งการสะสมของโปรตีนแอลฟา-ไซนิวคลีอิน (α-synuclein) ที่มีผลต่อการทำหน้าที่ของเซลล์ประสาท และเป็นสาเหตุของอาการสมองเสื่อม ดังนั้นหากกินมัลเบอร์รี่อย่างสม่ำเสมอ น่าจะมีส่วนช่วยป้องกันสมองเสื่อมได้

สำหรับสาวๆ ที่ชอบทานผลไม้ตระกูลเบอร์รี่อยู่แล้ว ลองเปลี่ยนจากเบอร์รี่เมืองนอก มากินผลไม้ไทยๆ อย่างมัลเบอร์รี่กันดูนะคะ

ขอบคุณบทความจาก: thairath.co.th/

เพิ่มเติ่ม รู้หรือไม่ มัลเบอร์รี่ เป็นส่วนผสมหลักรองจาก มังคุด ในน้ำมังคุดพนารินทร์ เพื่อสุขภาพที่ดี สินค้ามี อย.เลขที่ 22-2-00953-2-0099 หาซื้อได้ที่

อย่ามัวไปเห่อกิน “ผลไม้” เมืองนอกแพงๆ กันอยู่ […]

จากที่ท่านผู้อ่านเห็นในแผ่นพับ น้ำมังคุดพนารินทร์ จะเห็นได้ว่า มี 3 องค์ ที่ปรากฎอยู่คือ

  1. พระพุทธรูป ปางสมาธิ
  2. เจ้าแม่กวนอิม ปางหยางหลิ่วกวนอิน
  3. หมอชีวกโกมารภัจจ์

มีความสำคัญยังไง เราจะพาไปหาคำตอบครับ

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ 19biography-of-Lord-Buddha.jpg

1.พระพุทธรูป ปางสมาธิหรือปางตรัสรู้

หลังจากที่พระบรมโพธิสัตว์มีชัยชนะเหนือพญามารแล้ว ทรงบำเพ็ญสมาธิต่อไป เมื่อจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสปราศจากอุปกิเลสแล้ว ในปฐมยามทรงบรรลุปุพพเนิวาสานุสติญาณ คือ ระลึกชาติได้หลายชาติไม่มีที่สิ้นสุด ในมัชฉิมยามทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ คือ สามารถหยั่งรู้การเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์ว่า สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้วตายไป ประสบสุขและทุกข์ตามกรรมที่ทำไว้ และในปัจฉิมยามพระองค์ทรงบรรลุอากาสวักขยญาณ ทรงทำอาสวกิเลสทั้งหลายให้ดับสิ้นไป จนได้บรรลุอนุตรสัมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเวลารุ่งอรุโณทัย ตรงกับวันเพ็ญเดือน ๖ หรือขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ (วันวิสาขบูชา) สถานที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปัจจุบันอยู่ในตำบลพุทธคยา ประเทศอินเดีย

2.เจ้าแม่กวนอิม ปางหยางหลิ่วกวนอิน ปางนี้พระโพธิสัตว์กวนอิมพระหัตถ์หนึ่งถือกิ่งต้นหลิว อีกพระหัตถ์ถือน้ำอมฤต เชื่อกันว่าสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้

คำว่า อวโลกิเตศวร ได้มีผู้ให้ความหมายไว้หลายนัยด้วยกัน แต่โดยรูปศัพท์แล้ว คำว่าอวโลกิเตศวรมาจากคำสันสกฤตสองคำคือ อวโลกิต กับ อิศวร แปลได้ว่าผู้เป็นใหญ่ที่เฝ้ามองจากเบื้องบน หรือ พระผู้ทัศนาดูโลก ซึ่งหมายถึงเฝ้าดูแลสรรพสัตว์ที่ตกอยู่ในห้วงทุกข์นั่นเอง ซิมเมอร์ นักวิชาการชาวเยอรมันอธิบายว่า พระโพธิสัตว์องค์นี้ทรงเป็นสมันตมุข คือ ปรากฏพระพักตร์อยู่ทุกทิศอาจแลเห็นทั้งหมด ทรงเป็นผู้ที่สามารถบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ คืออาจจะเป็นพระพุทธเจ้าเมื่อใดก็ได้ แต่ทรงยับยั้งไว้เนื่องจากความกรุณาสงสารต่อสรรพสัตว์

นอกจากนี้นักปราชญ์พุทธศาสนาบางท่านยังได้เสนอความเห็นว่า คำว่า อิศวร นั้น เป็นเสมือนตำแหน่งที่ติดมากับพระนามอวโลกิตะ จึงถือได้ว่าทรงเป็นพระโพธิสัตว์พระองค์เดียวที่มีตำแหน่งระบุไว้ท้ายพระนาม ในขณะที่พระโพธิสัตว์พระองค์อื่นหามีไม่ อันแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และความสำคัญยิ่งของพระโพธิสัตว์พระองค์นี้

พุทธศาสนิกชนชาวจีนจะรู้จักพระโพธิสัตว์พระองค์นี้ในพระนามว่า กวนซีอิม หรือ กวนอิม ซึ่งก็มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่าอวโลกิเตศวรในภาษาสันสกฤต คือผู้เพ่งสดับเสียงแห่งโลก แต่โดยทั่วไปแล้วมักให้อรรถาธิบายเป็นใจความว่าหมายถึง พระผู้สดับฟังเสียงคร่ำครวญของสัตว์โลก (ที่กำลังตกอยู่ในห้วงทุกข์) คำว่ากวนซีอิมนี้พระกุมารชีวะชาวเอเชียกลางผู้ไปเผยแผ่พระศาสนาในจีนเป็นผู้แปลขึ้น ต่อมาตัดออกเหลือเพียงกวนอิมเท่านั้น เนื่องจากคำว่าซีไปพ้องกับพระนามของ จักรพรรดิถังไท่จง หรือ หลีซีหมิง นั่นเอง

พระอวโลกิเตศวรในฐานะเป็นพระธยานิโพธิสัตว์

พุทธศาสนามหายานได้จำแนกพระโพธิสัตว์ออกเป็น 2 ประเภท อันได้แก่ พระมนุษิโพธิสัตว์ และ พระธยานิโพธิสัตว์

พระมนุษิโพธิสัตว์ คือพระโพธิสัตว์ในสภาวะมนุษย์หรือเป็นสิ่งมีชีวิตในรูปแบบอื่น ๆ ที่กำลังบำเพ็ญสั่งสมบารมีอันยิ่งใหญ่เพื่อพระโพธิญาณอันประเสริฐ ถ้าตามมติของฝ่ายเถรวาทก็คือผู้ที่ยังเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสารเพื่อบำเพ็ญ ทศบารมี ๑๐ ประการให้บริบูรณ์ เหมือนเมื่อครั้งสมเด็จพระผู้มีพระภาคได้ทรงกระทำมาในอดีต

โดยที่ทรงเสวยพระชาติเป็นทั้งมนุษย์และสัตว์จนได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระศากยมุนีพุทธเจ้า การบำเพ็ญบารมีดังกล่าวนี้เป็นความยากลำบากแสนสาหัส สำเร็จได้ด้วยโพธิจิต อีกทั้งวิริยะและความกรุณาอันหาที่เปรียบมิได้ ต้องอาศัยระยะเวลายาวนานนับด้วยกัปอสงไขย สิ้นภพสิ้นชาติสุดจะประมาณได้

พระธยานิโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ประเภทนี้มิใช่พระโพธิสัตว์ผู้กำลังบำเพ็ญบารมีเพื่อแสวงหาดวงปัญญาอันจะนำไปสู่ความรู้แจ้งเหมือนประเภทแรก แต่เป็นพระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญบารมีบริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว และสำเร็จเป็นพระธยานิโพธิสัตว์หรือพระโพธิสัตว์ในสมาธิโดยยับยั้งไว้ยังไม่เสด็จเข้าสู่พุทธภูมิ เพื่อจะโปรดสรรพสัตว์ต่อไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด พระธยานิโพธิสัตว์นี้เป็นทิพยบุคคลที่มีลักษณะดังหนึ่งเทพยดา มีคุณชาติทางจิตเข้าสู่ภูมิธรรมขั้นสูงสุดและทรงไว้ซึ่งพระโพธิญาณอย่างมั่นคง

จึงมีสภาวะที่สูงกว่าพระโพธิสัตว์ทั่วไป พระธยานิโพธิสัตว์มักจะมีภูมิหลังที่ยาวนาน เป็นพระโพธิสัตว์เจ้าที่สำเร็จเป็นพระโพธิสัตว์มาเนิ่นนานนับแต่สมัยพระอดีตพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สุดจะคณานับเป็นกาลเวลาได้ พระธยานิโพธิสัตว์ที่พุทธศาสนิกชนมหายานรู้จักดี อาทิ พระมัญชุศรี พระอวโลกิเตศวร พระมหาสถามปราปต์ พระสมันตภัทร พระกษิติครรภ์ เป็นต้น

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ image.jpeg

3.หมอชีวกโกมารภัจจ์ เป็นบุตรของนางสาลวดีนครโสเภณีประจำเมืองราชคฤห์แคว้นมคธ ในสมัยนั้นตำแหน่งนี้มีเกียรติยศต่างจากในสมัยนี้ นางสาลวดีตั้งครรภ์โดยบังเอิญเมื่อคลอดบุตรชายออกมาจึงสั่งให้สาวใช้นำไปทิ้ง แต่อภัยราชกุมารพระราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสารไปพบเข้าจึงนำมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ชื่อชีวกตั้งขึ้นตามคำกราบทูลตอบคำถามของพระองค์ที่ตรัสถามว่า เด็กยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า มหาดเล็กกราบทูลว่ายังมีชีวิตอยู่ (ชีวโก) ส่วนคำว่าโกมารภัจจ์แปลว่า กุมารที่ได้รับการเลี้ยงดูหรือกุมารในราชสำนักหมายถึงบุตรบุญธรรมนั่นเอง

เมื่อเติบโตขึ้นชีวกถูกพวกเด็ก ๆ ในวังล้อเลียนว่าเจ้าลูกไม่มีพ่อ ด้วยความมานะจึงหนีพระบิดาไปเรียนศิลปวิทยาที่เมืองตักสิลาเพื่อเอาชนะคำดูหมิ่น วิชาที่เลือกเรียนคือวิชาแพทย์ แต่เนื่องจากไม่มีค่าเล่าเรียนจึงอาสารับใช้พระอาจารย์เมื่อเรียนอยู่ถึง 7 ปีจึงลาอาจารย์กลับบ้าน ระหว่างทางอาจารย์ให้ไปหาต้นไม้ที่ทำยาไม่ได้ให้เก็บตัวอย่างมาให้ดู ปรากฏว่ากลับมามือเปล่าเพราะต้นไม้ทุกต้นใช้ทำยาได้อาจารย์บอกว่าเขาได้เรียนจบแล้วจึงอนุญาตให้กลับได้

หลังจากกลับเมืองมาแล้วได้รักษาพระเจ้าพิมพิสารให้หายขาดจากภคันทลาพาธ (โรคริดสีดวงทวาร) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหมอหลวงและได้รับพระราชทานสวนมะม่วง แต่ต่อมาหมอชีวกก็ได้ถวายสวนนี้ให้พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลายและได้ถวายตัวเป็นแพทย์ประจำพระองค์อีกด้วย ด้วยความที่เป็นคนบำเพ็ญแต่สิ่งที่ดีงามช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยไม่เลือกฐานะ จึงได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะในด้านเป็นที่รักของปวงชน

ในวงการแพทย์แผนโบราณในปัจจุบันนี้ ถือว่าหมอชีวกโกมารภัจจ์เป็น บรมครูแห่งการแพทย์แผนโบราณ เป็นที่เคารพของประชาชนทั่วไป

จากที่ท่านผู้อ่านเห็นในแผ่นพับ น้ำมังคุดพนารินทร์& […]

  1. ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ปริมาณน้ำตาลต่ำ และปรับปรุงการเผาผลาญของไขมันในร่างกาย จึงเหมาะกับผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก หรือเป็นผู้ป่วยเบาหวาน
  2. บำรุงหัวใจให้แข็งแรง
  3. มีฤทธิ์เย็น ช่วยดับร้อน และให้ความสดชื่น ด้วยรสเปรี้ยวหวานที่เป็นเอกลักษณ์
  4. บำรุงสายตา ทำให้เส้นประสาทตาดี สายตาแจ่มใส
  5. แก้อาหารท้องผูก ทำให้ถ่ายได้ง่ายขึ้น
  6. แก้อาการปวดเกร็งตามเท้า ข้อมือ ข้อเข่า
  7. บำรุงเส้นผมให้ดกดำ เงางาม
  8. ลดความดันโลหิต
  9. ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคมะเร็ง และต่อต้านอาการขาดเลือดในสมอง
  10. ป้องกันโรคโลหิตจาง
mulberry-2

ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ปริมาณน้ำตาลต่ำ และปรับปรุงการเผาผล […]

มังคุด มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Garcinia mangostana Linn. เป็นพันธุ์ไม้ไม่ผลัดใบเขตร้อนชื้นชนิดหนึ่ง มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เกาะซุนดาและหมู่เกาะโมลุกกะ และยังเป็นผลไม้ที่นิยมอย่างมากในแถบเอเชีย โดยได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชินีแห่งผลไม้” อาจเป็นเพราะลักษณะภายนอกของผลที่มีกลีบเลี้ยงติดอยู่ที่หัวขั้วของผลคล้ายมงกุฎของพระราชินี ส่วนเนื้อในก็มีสีขาวสะอาด มีรสชาติที่แสนหวาน และยังเป็นผลไม้ที่จัดว่ามีประโยชน์มากชนิดหนึ่ง โดยประโยชน์ของมังคุดไม่ได้อยู่แค่เนื้อที่เรานิยมรับประทานกันเท่านั้น เปลือกมังคุดก็มีประโยชน์มากมายในการรักษาโรคเช่นกัน

สรรพคุณของมังคุด     – ประโยชน์ของเปลือกมังคุดมีส่วนช่วยป้องกันอาการไข้ (ไข้ระดับต่ำ)     – ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง     – ช่วยเพิ่มพลังงานแก่ร่างกาย เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า     – มังคุดรักษาสิว เปลือกมังคุดมีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว และยังออกฤทธิ์ต้านสิวอักเสบได้ดีอีกด้วย     – มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคซึมเศร้า ลดความเครียด     – ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน โรคเกี่ยวกับระบบประสาท     – สารสกัดจากมังคุดช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดขาวชนิดทีเอช 1 และทีเอช 17 มีฤทธิ์ช่วยกำจัดและป้องกันการก่อเกิดเซลล์มะเร็งเกือบทุกชนิดได้     – ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งชนิดต่าง ๆ อย่าง เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร     – ช่วยในการขยายตัวของหลอดเลือด ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ     – ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคเกี่ยวกับทางเดินหัวใจ     – ช่วยลดความดันโลหิต     – ช่วยรักษาไทรอยด์เป็นพิษ     – ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายและลดไขมันที่ไม่ดีในเส้นเลือด     – มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดเนื้องอกในร่างกาย     – มีสวนช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน ด้วยคุณสมบัติในการลดและควบคุมระดับน้ำตาล     – ช่วยป้องกันการเกิดโรคภูมิแพ้     – มีส่วนช่วยในการบรรเทาอาการของโรคหอบหืด     – มีส่วนช่วยบำรุงและรักษาสายตา     – ช่วยบำรุงสุขภาพช่องปากและเหงือกให้แข็งแรง     – ช่วยรักษาและสมานแผลในช่องปากหรือปากแตกให้หายเร็วยิ่งขึ้น    – ไฟเบอร์จากมังคุดช่วยในการย่อยอาหาร ป้องกันอาการท้องผูก     – ช่วยแก้อาการท้องเสีย ด้วยการใช้เปลือกมังคุดตากแห้งต้มกับน้ำหรือย่างไฟ นำมาฝนกับน้ำปูนใส     – ช่วยแก้อาการท้องร่วงเรื้อรัง อาการถ่ายเป็นมูกเลือด ด้วยการใช้เปลือกสดหรือแห้งฝนกับน้ำรับประทาน หรือจะใช้เปลือกแห้งนำมาต้มกับน้ำดื่มก็ได้ผลเหมือนกัน     – ช่วยให้ระบบทางเดินปัสสาวะอยู่ในสภาวะปกติ     – ช่วยป้องกันการเกิดโรคนิ่วในไต     – มีส่วนช่วยป้องกันอาการตับเสื่อม ไตวาย     – ช่วยรักษาอาการข้อเข่าอักเสบ     – เปลือกของมังคุดมีสารแทนนินที่มีฤทธิ์ฝาดสมาน ทำให้แผลหายเร็ว     – ช่วยลดอาการอักเสบและมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง (เปลือก)     – ช่วยยับยั้งการเกิดและใช้รักษาโรคผิวหนังต่าง ๆ อย่าง กลากเกลื้อน ผดผื่นคันต่าง ๆ ด้วยการใช้เปลือกมังคุดแห้งต้มน้ำอาบ หรือใช้น้ำต้มเปลือกมาทาบริเวณที่เป็น     – ใช้รักษาอาการน้ำกัดเท้า แผลเปื่อย ด้วยการใช้เปลือกแห้งฝนกับน้ำปูนใส คุณค่าทางอาหารของมังคุดผลมังคุดจะมีเนื้อประมาณร้อยละ 25-30 เนื้อมังคุดจะมีความชื้นประมาณร้อยละ 80 มีน้ำตาลประมาณร้อยละ 17.5 ประกอบด้วยน้ำตาลฟรุกโตส กลูโคส และซูโครส และสารอาหารต่างๆหลายชนิด คุณค่าทางโภชนาการของมังคุดกระป๋อง ต่อ 100 กรัม     – พลังงาน 73 กิโลแคลอรี                              –    คาร์โบไฮเดรต 17.91 กรัม     – ใยอาหาร 1.8 กรัม                                      –    ไขมัน 0.58 กรัม     – โปรตีน 0.41 กรัม                                       –    วิตามินบี 1 0.054 มิลลิกรัม 5%     – วิตามินบี 2 0.054 มิลลิกรัม 5%                   –    วิตามินบี 3 0.286 มิลลิกรัม 2%     – วิตามินบี 5 0.032 มิลลิกรัม 1%                   –    วิตามินบี 6 0.018 มิลลิกรัม 1%     – วิตามินบี 9 31 ไมโครกรัม 8%                     –    วิตามินซี 2.9 มิลลิกรัม 3%     – ธาตุแคลเซียม 12 มิลลิกรัม 1%                   –    ธาตุเหล็ก 0.3 มิลลิกรัม 2%     – ธาตุแมกนีเซียม 13 มิลลิกรัม 4%                 –    ธาตุแมงกานีส 0.102 มิลลิกรัม 5%     – ธาตุฟอสฟอรัส 8 มิลลิกรัม 1%                    –    ธาตุโพแทสเซียม 48 มิลลิกรัม 1%     – ธาตุโซเดียม 7 มิลลิกรัม 0%                       –    ธาตุสังกะสี 0.21 มิลลิกรัม 2%*** % ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database) ***        นอกจากนี้ยังมีการนำมังคุดมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค เช่น มังคุดกวน มังคุดอัดเม็ด ไวน์มังคุด น้ำมังคุดสกัด 100% ครีมบำรุงผิวพรรณ สบู่มังคุด กระถางต้นไม้จากเปลือกมังคุด ฯลฯ เพื่อเพิ่มคุณประโยชน์และเพิ่มประสิทธิภาพของมังคุดให้มากขึ้น ทำให้เกษตรกรมีอาชีพเสริมและมีรายได้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย  เอกสารอ้างอิงMedThai. มังคุด สรรพคุณและประโยชน์ของมังคุด 45 ข้อ !. [ออนไลน์] [อ้างถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2560]เข้าถึงจาก https://medthai.com/มังคุด/เว็บเพื่อพืชเกษตรไทย. มังคุด สรรพคุณ และการปลูกมังคุด. [ออนไลน์] [อ้างถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2560]เข้าถึงจาก http://puechkaset.com/มังคุด/มังคุด. [ออนไลน์] [อ้างถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560] เข้าถึงจาก https://th.wikipedia.org/wiki/มังคุดที่มาบทความ http://www.sptn.dss.go.th/

มังคุด มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Garcinia mangostana Linn. เ […]

มังคุด เป็นผลไม้ที่อยู่คู่คนไทยมานาน และได้รับขนานนามว่าเป็น “ราชินีของผลไม้” มีการนำมังคุดมาประกอบอาหารบ้างทั้งอาหารคาว เช่น แกง ยำ และอาหารหวาน เช่น มังคุดลอยแก้ว แยมมังคุด มังคุดกวน มังคุดแช่อิ่ม ซึ่งไม่เพียงมีรสชาติอร่อยถูกปากคนไทย แต่มังคุดยังเป็นผลไม้จากเอเชียที่ได้รับความนิยมมากในต่างประเทศเช่นกัน และนอกจากรสชาติดีแล้ว มังคุดยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายอย่างที่คุณคาดไม่ถึงเลยเชียวล่ะ

ในปี 2557 ศ.ดร.พิชญ์ ศุภผล อาจารย์วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่าสารแซนโทน (Xanthone) ซึ่งเป็นสารสกัดจากเปลือกมังคุด มีสรรพคุณทางการแพทย์คือ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และสามารถสมานแผลรักษาเซลล์มะเร็ง ฆ่าเชื้อวัณโรคชนิดดื้อยา เชื้อก่อโรคผิวหนังอักเสบและสิว และมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อไวรัสเอชไอวี อีกด้วย

อย่างไรก็ตามสำนักงานอาหารและยา หรือ อย. ได้มีการให้ข้อมูลเพียงแค่ว่า สารแซนโทนในมังคุดมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ลดการอักเสบ ลดความดันโลหิต แก้แพ้ และต้านมะเร็งได้ แต่ก็ยังไม่มีผลการยืนยันอย่างชัดเจนว่า การรับประทานมังคุดนึ่งสามารถรักษาโรคมะเร็งได้

แต่มีผลการวิจัยจากศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย บริษัท เอเชียนไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) และ ม.เชียงใหม่ ว่าสารสกัดจากมังคุดช่วยสร้างเม็ดเลือดขาวชนิด ทีเอช 1 (Th1) และ ทีเอช 17 (Th17) ที่มีฤทธิ์ช่วยกำจัดและป้องกันการก่อเกิดเซลล์มะเร็งเกือบทุกชนิดได้ อีกทั้งน้ำมังคุดก็ยังช่วยสร้างเม็ดเลือดขาวชนิดเทร็ก (Treg) ที่ช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่สมดุล และเมื่อนำมาทดลองกับผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะสุดท้ายพบว่า ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

และภกญ. ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เผยว่าสารจากเปลือกมังคุด สามารถช่วยยับยั้งเอนไซม์โพรทีเอส (HIV-1 pro-tease) ซึ่งเป็นเชื้อที่จำเป็นต่อวงจรชีวิตของเชื้อ HIV และยังสามารถยับยั้งเอนไซม์รีเวอร์สทรานสคริปเทส (Reverse Transcriptase) ในเชื้อ HIV ได้จริง

สนใจสั่งซื้น้ำมังคุดพนารินทร์

มังคุด เป็นผลไม้ที่อยู่คู่คนไทยมานาน และได้รับขนาน […]

แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะนิยมรับประทานมังคุดสุกเป็นผลไม้ ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากกากใยของเนื้อมังคุดที่ช่วยในการขับถ่าย และยังได้สารอาหารทั้งวิตามินและเกลือแร่อื่นๆหลายชนิด เช่น น้ำตาล กรดอินทรีย์ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของมังคุดไม่ได้มีอยู่แค่เนื้อในของมังคุดที่เราใช้เป็นอาหารเท่านั้น แต่ที่เปลือกของมังคุดที่เราโยนมันทิ้งไป ก็มีประโยชน์มากมายที่สามารถนำมาใช้บำรุงร่างกายได้เช่นกัน เพียงแต่เราจำเป็นต้องทานให้ถูกวิธี และทานในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้นเอง

ปัจจุบันคนไทยมักนิยมวิธีการดูแลสุขภาพที่หลากหลาย การนำเอามังคุดมาต้มหรือนึ่งเพื่อได้ประโยชน์จากเปลือกมังคุดก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่นิยมกัน ทำให้มีการแชร์วิธีนี้ในโลกสังคมออนไลน์ และมีผู้พูดถึงกันอย่างมาก เพราะเชื่อกันว่ากินมังคุดด้วยวิธีนี้จะช่วยป้องกันได้สารพัดโรค และช่วยให้ผิวพรรณสวยผ่องใส
หากกล่าวถึงสารอาหารที่พบในมังคุด จะพบว่า ในเนื้อเปลือกของมังคุดจะมีสารแซนโทนมากกว่า 40 ชนิด หนึ่งในสารดังกล่าวมี “สารแอลฟา-แมงโกสติน” ซึ่งเป็นผลึกสีเหลืองอยู่ภายในเนื้อเปลือก เป็นสารแซนโทนตัวหนึ่งในกลุ่มสารแซนโทนที่มีอยู่ทั้งหมด ซึ่งละลายได้ในน้ำร้อน นอกจากสารในกลุ่มสารแซนโทนแล้ว ในเนื้อเปลือกผลมังคุดยังมีกลุ่ม “สารแอนโทไซยานิและกลุ่มสารแทนนิน“ ซึ่งเป็นสารพวกโพลีฟีนอล เมื่อสารต่างๆรวมตัวเข้ากันแล้ว ก็จะมีคุณสมบัติที่ดีอย่างที่กล่าวไว้แล้วนั่นเอง
การต้ม หรือ การนึ่ง เป็นการทำเพื่อให้สารต่างๆ ที่มีอยู่ในเนื้อเปลือกมังคุดซึมออกมา และแม้ว่าการสกัดสารแบบนี้อาจจะได้สารที่เป็นประโยชน์ไม่มากนัก แต่ก็มากเพียงพอต่อการนำไปใช้ประโยชน์ในการดูแลสุขภาพได้แล้ว การนึ่งมังคุดสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ล้างมังคุดให้สะอาดแล้วนำไปนึ่งในซึ้งนานประมาณ 20 นาที เมื่อครบกำหนดก็สามารถนำมารับประทานได้เลยทันที

ทั้งนี้ อย. ได้มีการให้ข้อมูลว่า ในมังคุดมีสารแซนโทน (xanthones) ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ ลดความดันโลหิต ต้านมะเร็ง และแก้แพ้ อย่างไรก็ตาม ยังขาดข้อมูลการทดลองทางคลินิกที่สนับสนุนว่าการบริโภคมังคุดสามารถมีฤทธิ์รักษาโรคดังกล่าวได้จริง จึงได้เตือนประชาชนผู้บริโภคว่า อย่าหลงเชื่อการโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง โดยเฉพาะการหวังผลในการบำบัดรักษา หรือบรรเทาอาการของโรค

แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะนิยมรับประทานมังคุดสุกเป็นผลไม้ ซึ่งจ […]

ผู้ป่วยที่มีแผลเน่ามีหนอง จากบาดแผลต่างๆ ที่ติดเชื้อแบคทีเรีย หรือแผลที่เกิดจากเชื้อรา เป็นไม่หายขาด สามารถเอา “เปลือกมังคุด” รักษาให้หายได้ ขั้นตอนวิธีทำยาจากเปลือกมังคุดเริ่มจากนำเปลือกมังคุดจะนำแบบที่แห้งหรือสดก็ได้ มาบดให้ละเอียด คลุกเคล้ากับน้ำปูนใสจนเป็นน้ำข้นเสร็จแล้วนำน้ำข้นที่ได้จากการเตรียมมาทาลงบนแผลดังกล่าว ทาเช้า กลางวัน เย็น ต่อเนื่อง แผลจะเริ่มแห้งและดีขึ้นตามลำดับแต่ต้องใช้เวลา หรืออีกหนึ่งวิธีสำหรับคนที่ไม่ชอบเปลือกมังคุด ก็สามารถนำเปลือกมังคุดไปต้มกับน้ำสะอาด แล้วนำมาล้างแผล เปรียบเสมือนการใช้แอลกอฮอล์ล้างแผลในปัจจุบัน

ใน  “เปลือกผลมังคุด”  มีสาร  XANTHONE มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง โดยเชื้อโรคแต่ละชนิดดื้อต่อยา “เพนนิซิลลิน” ที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรค ผิวหนัง รวมถึงลดอาการอักเสบของเซลล์ด้วย

มังคุด หรือ  MANGOSTEEN GARCINIA MANGOSTANA LINN.

อยู่ในวงศ์ GUTTIFERAE

ผลไม้ที่มีกลิ่นเฉพาะตัว หอมหวานอมเปรี้ยวจึงไม่แปลกนักถ้าหากมังคุดจะเป็นที่นิยมของชาวไทยและต่างชาติด้วยราคาที่ไม่แพง และหาซื้อง่าย นอกจากนี้มังคุดยังเป็นผลไม้ส่งออกที่ทำรายได้ให้กับประเทศไทยอีกด้วย

มังคุดถือกำเนิดจากแถบหมู่เกาะมลายู ประเทศอินโดนีเซีย ด้วยความนิยมในมังคุดได้มีความพยายามจากหลายประเทศเช่น หมู่เกาะทะเลคาริเบียน ออสเตรเลีย หรือแม้กระทั่งอเมริกา ก็พยายามที่จะปลูกมังคุด แต่ไม่เป็นผลสำเร็จมากนัก มังคุดเจริญเติบโต รสชาดอร่อยได้ดีในแถบเอเชีย เช่นพม่า ไทย เป็นต้น

มังคุดแต่ละที่ก็มีรสชาดที่แตกต่างกันไป ประเทศไทยพบแหล่งปลูกได้แก่ ภาคตะวันออก ภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรไป และภาคกลาง  เมื่อรู้ว่า “เปลือกผลมังคุด” มีสรรพคุณเยี่ยมตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว ควรนำเปลือกมังคุดที่คิดจะทิ้งหลังทานเสร็จ นำมาตากให้แห้ง ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางยาได้ ประเทศเพื่อนบ้านของไทยก็ได้มีการใช้เปลือกมังคุดทำยาเช่นเดียวกัน เช่น รักษาโรคบิดจากท้องร่วงเฉียบพลัน โรคผิวหนัง เชื้อรา เป็นต้น

สารสกัดเปลือกมังคุดที่น่าอัศจรรย์

ถ้าจะพูดถึงผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น ใช้แก้ความร้อนของทุเรียน ทุกคนคงรู้จักดี ถ้าทุเรียนเป็นราชาผลไม้ มังคุดก็คือราชินี นอกจากนี้มังคุดยังมีประโยชน์ที่น่าทึ่งอีกมากมาย สารแซนโทนในเปลือกมังคุดปริมาณมาก สามารถนำมาใช้ช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง รวมถึงอาการแพ้ผิวหนัง ลมพิษ ต่างๆ ช่วยฆ่าเชื้อโดยนำมาประยุกต์ทำเป็นผลิตภัณฑ์สบู่ล้างมือ ล้างหน้าป้องกันสิว ทำเป็นผ้าก็อซปิดแผลที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้มากกว่าผ้าก็อซแบบธรรมดา ทำให้แผลหายไวและไม่ติดเชื้อซ้ำซ้อนอีกด้วย แต่เป็นที่ฮือฮามากในขณะนี้คือ เปลือกมังคุดช่วยรักษาหรือป้องกันโรคมะเร็งได้จริงหรือ? และช่วยลดเลื้อไวรัสมนโรคเอดส์จริงหรือไม่ ? นับเป็นการค้นพบที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง สำหรับเปลือกมังคุดที่เราทุกคนเคยมองข้าม

เรื่องน่าสนใจของเปลือกมังคุด

ต้านอักเสบ รักษาเซลล์มะเร็ง

สารสกัดจากเปลือกมังคุด นวัตกรรมใหม่ จากการวิจัยพบว่าเปลือกด้านในของมังคุดเมื่อนำมาผการทดลองพิเศษทางเคมีจะสามารถสกัดได้สารแซนโทนในปริมาณสูง แต่จะอยู่ในรูปแบบผงและผงของสารแซนโทน (Xanthones ) สำหรับสารแซนโทนนั้นมีสรรพคุณทางการแพทย์คือมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระต้านการอักเสบ และสามารถสมานแผลรักษาเซลล์มะเร็งและฆ่าเชื้อก่อโรคทางเดินระบบหายใจร้ายแรงได้ เช่น เชื้อวัณโรคชนิดดื้อยา เชื้อโรคผิวหนังปวด บวม แดง และสิวจากแบคทีเรีย

นอกจากนี้สารสกัดยังแปรรูปทำหน้ากากอนามัย พลาสเตอร์ยา น้ำยาทาแผล และพลาสเตอร์ปิดสิว มีการนำเอาพลาสเตอร์ปิดแผลทำจากสารสกัดเปลือกมังคุดกับคนไข้รายแรกที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ผู้ป่วยมีแผลไฟไหม้ และภาวะติดเชื้อแบคทีเรีย ต้องพักในโรงพยาบาลประมาณ 2-3 เดือนไม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ หลังจากใช้แผ่นพลาสเตอร์ติดแผลสกัดจากเปลือกมังคุด 12 วัน แพทย์อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้. ถือเป็นตัวเลือกหนึ่งทีน่าสนใจทีเดียว

ผู้ป่วยที่มีแผลเน่ามีหนอง จากบาดแผลต่างๆ ที่ติดเชื้อแบค […]